เก็บเงินไว้ไม่ใช่รอเกษียณ รอเผื่อมีใช้เดือนหน้าก็หรูแล้ว

ตึงมาก ไม่ได้หมายถึงสภาพผิวหน้านะ สภาวะการเงินตอนนี้ของฉันเองน่ะ ผ่านมรสุมก้อนใหญ่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านที่บอกเลยว่ารอดมาได้ถือว่าเริ่ดมากแล้วนะ บางคนโดนลดเงินเดือน บางคนขายของแทบไม่ได้ มันคือความน่ากลัวที่ต้องกอดเงินเก็บเอาไว้ให้มั่น บริหารเงินที่มีไปกับค่าใช้จ่ายที่เรียกว่ามาแบบไม่แผ่วเลย เราเลยเห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินให้เป็น มีเงินเก็บให้ได้ และนี่คือเทคนิคที่เราลองเองแล้วเวิร์ค รวมทั้งไปถามกูรูผู้มีเงินเก็บหลักล้านมา เขาแนะนำให้ลองตามนี้ 1. เก็บก่อนใช้ตามหลัก 50/30/20 >> เวลาได้เงินเดือนมาหรือก่อนจะใช้เงินในแต่ละเดือน ลองแบ่งเงินออกเป็น 50% เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรเครดิต ค่าให้พ่อแม่ ฯลฯ ต้องพยายามคุมให้ค่าใช้จ่ายหลักๆ ไม่เกินครึ่งหนึ่งของเงินเดือน จากนั้นที่เหลือ 30% เอาไว้ใช้จ่ายส่วนตัว ไปเที่ยว ไปกินข้าวนอกบ้าน และอีก 20% เป็นเงินในอนาคตของเรา เผื่อเป็นเงินฉุกเฉิน ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะทำยาก เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง สามารถปรับสัดส่วนให้เข้ากับชีวิตของแต่ละคนได้เลย อย่างน้อยมีเงินเก็บ 5% ก็ยังดี ถ้ามีโอกาสขยับเงินเดือนหรือมีรายรับเพิ่มก็พยายามเพิ่มสัดส่วนเก็บเงินให้ได้เพิ่ม 2. ใครที่ชอบช้อปเพลิน ใช้เป็นจ่ายแบบโอนจากบัญชีอาจพอดึงสติได้ >> เรื่องนี้เป็นวินัยการใช้เงินแต่ละคนเลย เพราะเคยผูกบัตรเครดิตกับช้อปออนไลน์ โอ้โห! ปลายเดือนมา […]

รักแรกพบ (Love at first sight ) มีจริงไหม? หรือแค่มโนไปเอง

เคยไหมที่คุณเจอใครสักคนแล้วรู้สึกว่าคนนี้แหละใช่เลย ทำเอาใจเต้นแรงแบบไม่ทราบสาเหตุ เหมือนมีผีเสื้อบินในท้อง ทั้งๆ ที่พึ่งจะเจอกันครั้งแรก หรือไม่ก็สบตากันแล้วรู้สึกโลกหยุดหมุนไปชั่วขณะ จนสาวๆ บางคนถึงกับต้องไปเมาท์กับเพื่อนว่า “เจอรักแรกพบเข้าแล้ว” ซึ่งเพื่อนบางคนก็อาจจะตามน้ำ หรือบางคนอาจจะบอกว่าเราเพ้อเจ้อ แล้วคุณเคยสงสัยไหมว่า รักแรกพบมีจริงรึเปล่า? หรือแค่คิดไปเองกัน คลีโอจะช่วยคุณคลายข้อสงสัยในบทความนี้เอง มีการวิจัยออกมาแล้วว่า การที่คุณเจอใครสักคนแล้วรู้สึกเหมือนจะตกหลุมรักเขา แล้วคิดว่านั่นคือรักแรกพบ แท้จริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับความรักเลยแต่คือ แรงดึงดูดทางกาย ( Physical Attraction ) หากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนเวลาเราเจอคนที่หน้าตาตรงสเปค หรือมีหุ่นร่างกายตรงสเปค ทำนองนั้น และ ที่สำคัญการมองดูคนคนหนึ่งแค่ผิวเผิน ก็ไม่สามารถที่จะมีความรู้สึกถึงขั้นที่เรียกว่า รัก ได้ รักแรกพบ VS รักแท้ รักแรกพบ กับ รักแท้ นั้นแตกต่างกันอย่างมาก เพราะรักแท้นั้นมีปัจจัยมากกว่าแค่ดึงดูดทางกายเท่านั้น แต่ต้องสร้างขึ้นจากองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เช่น ความเข้าใจ ความไว้วางใจ ความซื่อสัตย์ การรู้จักตัวตนของกันและกัน และมักจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปและคนทั้งสองผ่านประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกัน โดย Dr. Simone Humphrey และ […]

IQ, EQ คงไม่พอ…คนเก่งจริงต้องมี “RQ” ฉลาดเลือกคบคนให้เป็นด้วย!

เรารู้จัก IQ ที่เป็นการวัดความฉลาดทางสติปัญญา EQ วัดความฉลาดทางอารมณ์ แต่ยังมีอีกอย่างที่เราอาจยังไม่รู้คือความฉลาดที่เรียกว่า RQ โดย R ย่อมาจาก Relational เป็นความฉลาดในการจัดกลุ่มคนที่เราจะคบ ซึ่งเป็นทักษะที่จะทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีและชัดเจน ตอนนี้มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ แทบทุกด้านของชีวิต เพราะการเป็นคนมีหลายมิติทั้งที่ทำงาน เพื่อนโซเชียล เพื่อนโรงเรียนเก่า ฯลฯ ดังนั้นนักวิจัยด้านอารมณ์ได้พบว่าเรื่องทางใจ ทางกาย ทางการเงิน ความรู้สึกและงานจะเป็นตัวบอกว่าเราจะให้ใครอยู่ตรงไหนในชีวิตบ้าง RQ = ความสามารถที่เราจะวางคนที่รู้จักอยู่ในวงความสัมพันธ์แบบไหน พอเขาอยู่ตรงนั้นแล้ว เราจะใช้ชีวิตคู่ขนานกันไปได้ยังไงให้ลงตัว ต่างฝ่ายไม่ต้องพยายามมากไปหรือน้อยไป จัดแบ่งเวลาได้ถูก ขั้นแรกให้เราแบ่งคนออกเป็นกลุ่มๆ ตามนี้ – เพื่อน : ทุกคนไม่สามารถเป็นเพื่อนกับเราได้ แค่อยู่ในที่ทำงาน เราจะเลือกคนที่จะคบเป็นเพื่อนได้ไม่กี่คนหรอก เพราะในออฟฟิศเป็นสถานที่ที่ให้คนมาโชว์ความสามารถ ฉันทำอันนี้ได้ เธอทำอันนู้นให้ แต่ความสัมพันธ์ที่เราจะเรียกใครว่าเพื่อนเขาต้องเข้ามาลึกขึ้น ไม่ใช่การเอาอะไรมาแลกกันเหมือนซื้อขายของ เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง เราจะบอกได้ว่าตัวฉันเป็นแบบนี้และฉันจะไม่เฟคใส่นะ เรารู้สึกว่าเพื่อนแนบแน่นในหัวใจ ความสัมพันธ์จะไม่ไปข้างหน้ามาก แต่อยู่ที่เดิมเสมอ เพราะผ่านจุดที่เรียนรู้ตัวตนกันและยอมรับในความเป็นตัวของเขาได้อย่างถึงแก่น – คนรู้จักที่ต้องเกี่ยวข้องกันในเรื่องต่างๆ : บางคนถ้าไม่พิจารณาดีๆ เราจะเอาคนกลุ่มนี้มาปนกับการเป็นเพื่อน ความแตกต่างที่จะแยกได้คือเราจะไม่ค่อยให้เวลา […]

Toxic positivity นี่เรากำลังมองโลกในแง่ดี หรือหลอกคนอื่นอยู่กันแน่

เหมือนจะดูดี แต่บางทีก็ท็อกซิกนะ อาการที่เรียกว่า Toxic Positivity เคยเจอคนแบบนี้ไหม? ประเภทที่ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรมาก จะร้ายแรงแค่ไหน เครียดแค่ไหน แต่พวกเขาสามารถมองมันเป็นเรื่องที่ดีได้ตลอด จนบางทีเวลาที่อยู่ใกล้กับคนแบบนี้มากๆ แล้วเรารู้สึกผิดไปด้วย ที่ไม่ได้มองโลกในแง่ดีแบบนั้น แต่รู้ไหมว่าบางครั้ง การที่เราเอาแต่มองโลกในแง่ดีไปหมดทุกเรื่องจนไม่ดูสถานการณ์เลยก็เป็นความท็อกซิกแบบหนึ่งได้เหมือนกันนะ 




Love, Relationship

ความรักของ ที เจ็ตเซ็ตเตอร์ “เพราะเป็นเพื่อนกันมาก่อน เราเลยเข้าใจกันมากๆ”



คงเป็นความน่ารัก ง่ายๆ ของเธอ แน็ต ผู้หญิงที่ดูใจเย็น อบอุ่นคนนี้ ที่ที เจ็ตเซ็ตเตอร์แต่งเพลง “คนที่ใช่” ให้ เขาร้องเซอร์ไพรส์เธอในงานแต่งงาน วันนี้เขามีลูกชายตัวน้อย 2 คน เป็นอีกครอบครัวที่สนุก เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และถ้าอยู่ใกล้ๆ พวกเขาจะรู้เลยว่า สองคนนี้รักกันมาก

ทีกับแน็ตไม่ได้แสดงอาการสวีทอะไรออกนอกหน้า ไม่ต้องนั่งข้างๆ กันตลอดเวลา เขาดูเรียบๆ ในความเป็นคู่รัก แต่ไม่รู้สิ ทำไมเราถึงรู้สึกได้เหลือเกินว่าเขารักกันมาก เหมือนมีออร่าอะไรออกมาจากตัวของพวกเขาตลอดเวลา ทำให้เรามีความสุขตอนนั่งอยู่ข้างๆ แล้วพอได้ฟังเรื่องความรักของเขา เข้าใจเลยว่า อะไรทำให้เขาส่งพลังรักโดยไม่ต้องพูดกันได้มากขนาดนี้

ทีไม่ได้อวยแน็ต และแน็ตไม่ได้อวยทีนะ เริ่มจากคำถามง่ายๆ จากเราที่ถามแน็ตไปว่า “เป็นยังไงบ้าง รักกับศิลปิน?” แน็ตตอบทันทีว่า “จิตต้องแข็ง เหมือนได้ฝึกจิตตลอดเวลา” และเธอฝึกมาเป็นเวลา 11 ปี ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ไปด้วยกัน “การมีนักร้องเป็นแฟน เราต้องปล่อยวางมากๆ เขาจะกลับดึกตลอด เวลาในชีวิตเขา จะสวนกับเรา เราตื่นเช้า แต่เขานอนเช้า เขาส่งข้อความว่าถึงบ้านแล้วนะตอนตี 3 แล้วเรารู้ว่าเขามีแฟนสาวๆ มาฟังตลอดเวลา”

แล้วทำไมล่ะ ผู้หญิงคนหนึ่งถึงต้องมาลุ้นทุกวันกับผู้ชายคนนี้ แน็ตบอกว่า “เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย คือเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเป็นแฟนกับที เขาก็มีแฟนของเขาด้วย” ทีเองก็เล่าถึงแน็ตว่า “แน็ตเป็นคนน่ารัก เป็นผู้หญิงใจดีของกลุ่มเรา เป็นคนที่เจอแล้วจะรู้สึกถูกชะตา แต่ผมก็ไม่ได้ปิ๊งเขานะ เพราะผมก็มีแฟนอยู่” แน็ตพูดขึ้นมาเลยว่า “เรายังติดรถเขากลับบ้าน ตอนเขาไปส่งแฟนเขาเลย”

ทั้งสองก็เป็นเพื่อนกันไปเรื่อยๆ มาพีคตอนที่ทีเลิกกับแฟน “ผมก็เลิกกับแฟนไป คือไม่คลิกกันเท่าไหร่ แล้วก็ยังไม่ได้คิดอะไรกับแน็ตนะ” จนมาไคลแม็กซ์ที่วันหนึ่งเมื่อทั้งกลุ่มเพื่อนนัดกันไปเดินเล่นจตุจักร ทียังไม่อยากแยกย้าย ก็เลยมองหาเพื่อนว่าจะมีใครไปกับเขาต่อได้บ้าง “ชวนใครก็ไม่มีใครไป มีแต่แน็ตที่บอกว่าไปก็ได้ เราเลยไปดูหนังเรื่อง Bridget’s Jones Diary กัน ไม่รู้สึกอะไรนะ แล้วก็ไปกินข้าว ไปร้านเพื่อนที่เป็นผับเล็กๆ กัน ปรากฏว่าโรแมนติกเฉยเลย”

เหตุผลที่ทำให้ทีรู้สึกว่าเรื่องราวโรแมนติกได้เกิดขึ้นแล้วก็เพราะ เขาและแน็ตคุยกันสนุก ถูกคอ คุยกันได้เรื่อยๆ สนุกจนพอทั้งสองแยกย้าย ทีก็มารู้สึเอ๊ะในใจบางอย่าง “มันขึ้นมาเลยว่า เอ๊ะ อยู่กับเขาสนุกดีแฮะ มันยังไงเนี่ย แล้วมีโมเมนท์ที่ทำให้ผมวูบไปเลยก็คือ ตอนที่ขับรถกลับ ตอนนั้นเที่ยงคืนพอดี เราติดอยู่สี่แยกไฟแดงเดียวกัน บ้านผมเลี้ยวซ้าย บ้านแน็ตเลี้ยวขวา ผมไปจอดข้างๆ แล้วยังไม่ยอมเลี้ยวรถ รออยู่เป็นเพื่อนเขา ให้เขาไปก่อน ตอนนั้นเราก็ยิ้มให้เขา แล้วบ๊ายบาย”

ถามทีว่าตอนนั้นสปาร์คแล้วหรือยัง? เขาบอกว่า “ใจผมคืออยากดูแลเขา เพราะตรงนั้นก็เปลี่ยวมาก ผมเป็นห่วงเขาต่อ พอแยกกันไปได้สักพัก ผมก็จะถามว่าเขาถึงบ้านหรือยัง?” ทางแน็ตเองบอกตอนคุยกับเราว่า “นี่พูดเรื่องนี้แล้วยังขนลุกเลยค่ะ” เพราะเอาเข้าจริงรอยสปาร์คในใจได้เกิดขึ้นกับทั้งสองคนแล้ว ณ โมเมนท์นั้น “พอแยกจากกันปั๊บ เราคิดมาตลอดทางเลยว่า มันเกิดอะไรขึ้นนะ ทำไมเราอยู่ด้วยกันสองคนแล้วมีความสุขขนาดนี้ แล้วมันมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้น บอกตัวเองเลยว่า เราคงไม่ได้คิดไปเองคนเดียว ถ้าเขาคิดเหมือนกัน เขาต้องโทร.มาหาเรา แล้วเขาก็โทร.มา จำได้ว่าก่อนรับโทรศัพท์คือยิ้มออกมาเลย”

หลังจากนั้นแน็ตและทีก็นัดเจอกันบ่อยขึ้น ยังไม่ได้บอกเพื่อนในกลุ่ม ทั้งสองตั้งใจว่าจะค่อยๆ เรียนรู้กัน จนในที่สุดก็เป็นแฟนกัน เขาทั้งสองรักกันก่อนที่ที จะเป็นที Jetset’er แน็ตบอกว่า “ไม่ใช่ว่าชีวิตรักเราจะโรยด้วยกลีบกุหลาบนะ เราทำเลาะกันยุบยิบตลอด เป็นความเด็กของเราทั้งคู่ ความต้องการก็ไม่ตรงกัน แต่พอผ่านมาเยอะ ก็เริ่มเบื่อที่จะทะเลาะ แล้วมันเหมือนได้เรียนรู้ว่าแต่ละคนเป็นยังไง ก็เลยรู้วิธีที่จะหยุดทะเลาะ สุดท้ายเรื่องทะเลาะเลยไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับเราสองคน”

แล้วแน็ตก็เริ่มเข้าสู่การต้องฝึกปล่อยวางเมื่อมีคนรักเป็นนักร้องดัง ทีเองกลับดึกเกือบทุกวัน ทั้งสองไม่ได้มีเวลาไปเดทกันนานๆ เหมือนตอนเรียน ทำงานกันคนละเวลา แต่สิ่งหนึ่งทีทีทำเสมอคือ เขาจะต้องแวะไปหาแน็ตแทบทุกวัน ไปแค่ 5 นาทีก็ยังดี “ผมรู้ทางไปบ้านแน็ตมากกว่าแน็ตอีก ผมอาจไม่ได้มีเวลาอะไรมาก แต่ผมจะต้องไปหาเขา ไปเจอหน้า ถึงจะอุ่นใจ” แน็ตเองก็ได้เข้าใจนิสัยทีมากขึ้นๆ เธอบอกว่าตรงนี้ล่ะที่สำคัญ และทำให้รักกันได้นาน “เรามองเห็นตัวตนของเขามาตลอด และชัดขึ้นๆ เราเลยรู้ข้อดี ข้อเสียของเขา เอาไว้ระลึกในใจตัวเองว่า ข้อดีที่เขามีเราแฮปปี้ขนาดไหน และข้อเสียเรารับได้ขนาดไหน อย่างเขาเอาใจเราเก่ง แต่ตื่นสาย แต่พอตื่นแล้ว เขาจะโทร.หาเราก่อน”

จนมาถึงวันที่ทีขอแน็ตแต่งงาน คนอื่นอาจจะคิดว่าคนเป็นศิลปินน่ะ เขาอยากครองความเป็นโสดนานๆ แต่ไม่ใช่สำหรับที เขาบอกว่า “ผมรู้สึกว่าเราสุกงอมกันแล้ว บางคนคิดว่าแต่งงานแล้วทุกอย่างจะดรอพลง แต่ผมไม่คิดแบบนั้นเลย พ่อแม่ผมอยากเลี้ยงหลานแล้ว ผมก็เลยคิดว่าแต่งงานเลยดีกว่า” ทีขอแน็ตแต่งงานวันวาเลนไทน์ ตอนแรกทีวางแผนจะขอแน็ตแต่งงานระหว่างเล่นคอนเสิร์ตบนเวที แต่งานกลับยกเลิก เขาเลยจองตั๋วพาแน็ตไปเชียงใหม่กะทันหัน “ก็มีเซ็ตสถานที่กันเงียบๆ แล้วที่นั่นมีวงดนตรีมาเล่น ผมเลยไปขอแจม แล้วผมก็ของแต่งงานเลย”

และเพลง “คนที่ใช่” ก็คือเพลงที่ทีแต่งให้แน็ต ในเอ็มวีผู้หญิงในนั้นก็คือแน็ตตัวจริง เขามาร้องเซอร์ไพรส์แน็ต ถามแน็ตอีกทีในวันนี้แน็ตบอกว่า “ยังเขินอยู่เลยค่ะ” ในความมีคนรักเป็นศิลปิน ก็จะโรแมนติกแบบนี้นี่เอง มาถึงตอนที่เราถามว่า แล้วแต่งงานเสร็จไปฮันนีมูนกันที่ไหร ตอนนี้ทียิ้มกว้างมากบอกกับเราว่า “พอแต่งงานเสร็จก็ไปฮันนีมูน ที่อังกฤษ ฝรั่งเศส มีความสุขมากครับ” ไม่อยากจะบอกว่าตอนนี้เขาและแน็ตก็ยังดูมีความสุขมากๆ กันเหมือนกัน

ถามว่าแล้วอะไรที่ทำให้ทั้งทีและแน็ตรักกันมายาวนาน จนมีครอบครัวที่น่ารักกันแบบนี้ ทีบอกว่า “เราชอบอะไรที่พอดีเหมือนกัน บางทีก็คิดเหมือนกัน เป็นคนเลี้ยงง่ายทั้งคู่ ไม่เรื่องเยอะ ไม่ไฮโซ ผมว่าศีลเสมอกัน สงสารเหมือนกัน ใจดีเหมือนกัน ไม่ชอบเหมือนกัน มันก็เลยเข้าทาง” แน็ตเองบอกเหมือนทีเป๊ะ เธอบอกว่า “เราศีลเสมอกัน ถ้าคนหนึ่งคิดลบ อีกคนหนึ่งก็จะฉุดกันขึ้นมา เราให้อภัยกันง่ายๆ ไม่เรื่องเยอะ ไม่โกรธกันนาน แล้วเราเข้าใจว่าแต่ละคนเป็นยังไง ใจเย็นให้กัน เราเลยผูกพันกันมาก และรักกันลึกมากๆ แบบนี้ล่ะค่ะ”

คลีโอถึงบอกว่า รู้สึกจริงๆ นะว่าสองคนนี้รักกันมาก ขอให้รักของทีและแน็ตอินสไปร์ทุกคนนะ ใครทะเลาะกันอยู่ ลองมาฟังกัน ใจเย็น และให้อภัยกัน ให้เรามีจิตใจที่พร้อมไปด้วยกัน แล้วที่เหลือก็เอนจอยโลกนี้กันเลยนะ

คลีโอขอขอบคุณเรื่องราวความรักดีๆ ของทีและแน็ต :))

#CleoInspiringStory #CleoLove

More