ดาโคต้าบอก..แอนโตนิโอ(พ่อเลี้ยง) เปลี่ยนครอบครัวของเธอ ‘ตลอดไป’ ด้วยความรักของเขา

ดาโคต้า จอห์นสัน (Dakota Johnson) เป็นนางเอกที่สวยและมากด้วยความสามารถ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ.. ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเอกรุ่นใหญ่ แอนโตนิโอ แบนเดอราส (Antonio Bandares) กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ

ความรักแบบ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่ต้องการแค่อ้อมแขนและคนคุยกันลื่นไหล

ประโยคของเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่เราเองก็รู้สึกแบบเธอเป๊ะๆๆๆ อยากมีใครที่ใช่ คุยกันรู้เรื่องและเล่าเรื่องของวันนี้ที่เจอให้เขาฟัง สำหรับผู้หญิงที่ต้องออกไปสู้โลกทุกวัน สู้คนเดียว ต้องเข้มแข็งให้ได้ อ่อนแอยังไงก็ต้องเก็บเอาไว้ ความรู้สึกอยากมีใครสักคน อาจไม่ใช่ว่าเขาต้องมาดูแล มาหาเงิน หาบ้านอะไรให้ แต่คือความรู้สึกที่ละทุกอย่างของวันออกไป แล้วเข้าไปซุกในแขนของเขาหันไปบอกกับเขาว่า “วันนี้แย่จัง เหนื่อยจัง” เขาอาจจะดึงเราเข้าไปกอดให้แน่นขึ้น เอามือลูบหัวเรา แล้วบอกเราว่า “ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นนะ” ข้อดีของการมีคนรักที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คือเขาจะรู้ทุกโมเมนท์ของชีวิตเรา ว่าช่วงไหนเราเป็นยังไง เขาจะซัพพอร์ตจิตใจเราได้ทัน และคอยเป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่คิด เป็นคนรักที่จูงมือเราไปสูดอากาศดีๆ แล้วเพียงไม่กี่นาที โลกทั้งโลกก็หายไป เรารู้สึกสบายใจและช่างผ่อนคลายเหลือเกิน เหมือนที่เจนนิเฟอร์ อนิสตันเคยบอกหลังจากเลิกกับจัสติน เธอโรซ์สามีของเธอเมื่อปี 2018 ว่า “ไม่มีใครที่เรดาร์ฉันกระดิกได้ แต่ฉันว่าถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ฉันพร้อมจะแชร์ชีวิตของฉันกับใครอีกคนแล้ว” เจนนิเฟอร์บอกว่า “ในความสัมพันธ์ เรื่องโรแมนซ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ” สำหรับเธอเลย เธอรักในการเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชาย เธอคือผู้หญิงที่สร้างตัวเองมาด้วยตัวเอง เจนบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอจะเริ่มขึ้นได้เพียงมี “บทสนทนาที่ลื่นไหลตั้งแต่ได้คุยกันครั้งแรก” นั่นเป็นสัญญาณที่ดี “เขาต้องมั่นใจในตัวเอง แต่ไม่เยอะไป มีอารมณ์ขัน แล้วก็ขอร้อง ขอร้องเลยนะว่า เขาต้องใจดีกับผู้คนด้วย” […]

Q: ทำไมฉันเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เลิกคบไปไม่ได้?

คำถามคาใจตัวเองทุกครั้งที่เริ่มคบใคร ไปไม่รอดแล้วยังเป็นเพื่อนกันก็ไม่ได้! Q: “ฉันมีเพื่อนผู้หญิงเยอะเลยนะ แต่ยากมากจะมีเพื่อนผู้ชายที่สนิท แล้วพอคบใครหลังจากนั้นก็เป็นเพื่อนกับพวกเขาไม่ได้ ไม่ได้เลิกกันไม่ดีนะ แต่ไม่ชินที่จะมีเพื่อนผู้ชาย เลยทำให้ฉันคบผู้ชายเยอะ คบแล้วเลิกๆ และหายกันไปเลยตลอดเวลา แล้วพอมาชอบเพื่อนตัวเอง หรือชอบผู้ชายที่ทำงาน ก็ไม่กล้าไปต่อ กลัวจะเสียเพื่อนไปเลยแล้วไง?” A: ซื่อตรงกับตัวเองที่สุดก่อน ว่าจริงๆ คุณต้องการผู้ชายที่ดีจริงสำหรับชีวิตด้วย! เหมือนกับว่าคุณคิดว่าคุณน่ะคงไม่ดีพอจะเป็นเพื่อนกับใครได้ และคงมีอะไรผิดๆ ในความสัมพันธ์ที่ทำให้รักษาความเป็นเพื่อนไว้ไม่ได้ เราอยากให้คุณยอมรับตรงๆ กับตัวเองก่อนว่า “คุณต้องการความสัมพันธ์ที่ดี และผู้ชายที่รักคุณ” ลองเขียนคุณสมบัติเริ่ดๆ ในตัวคุณสัก 10 ข้อ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา รูปร่างนะ และบอกเลยว่าทุกคนที่คุณจะเจอต่อไปนี้ เขาจะได้รับสิ่งดีของคุณเช่นนั้น แล้วลองมองหาผู้หญิงที่คุณชื่นชม ว่าเธอช่างสามารถเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เคยคบได้  ดูวิธีที่เธอคุยกับพวกเขา ดูบุคลิก รอยยิ้ม ท่าทาง ลองเรียนรู้แล้วลองเอาไปใช้เวลาเดทกับใคร ที่สำคัญเวลาเดทกับใครเปิดกว้างกับเขาไปเลยว่า คุณอยากรเรียนรู้จักเขา อยากเป็นเพื่อนกับเขาให้ดีก่อน ต้องใจแข็งไว้นะถ้าเขาจะมาขออะไรที่เป็นทางกายกับเรา เอาให้ชัวร์ในความเป็นเพื่อนแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า สุดท้ายเลยอยากบอกว่าลองไปโฟกัสชีวิตด้านอื่นด้วย ให้เราเอนจอยกับตัวเอง เป็นเพื่อนกับตัวเองให้ดี ถ้าเรามัวแต่เคลิ้มถึงหนุ่มในออฟฟิศ หรือเพื่อนของเพื่อน หรือบางทีอาจเผลอไปเคลิ้มแฟนเพื่อน เราก็อาจกลายเป็นคนคลั่งรัก และคาดหวังในความสัมพันธ์เกินไป จนมองข้ามความเข้ากันได้ […]

3 คำเตือนจากกูรูเรื่องงาน “ถ้าไม่เริ่ดจริง ขอเงินเดือนแรงแบบนี้ อาจพังได้นะ”

เป็นมุมเรื่องงานที่บางทีก็ลืมมองตัวเองไป ขอยอมรับและโล่งๆ กับตัวเองพิจารณาอีกครั้ง “เราคิดว่าเราเก่ง” หรือที่ผ่านมา “หัวหน้าเราน่ะเก่ง” กันแน่! เป็นหนึ่งในคำเตือนที่เราว่าสุดจะดึงเราให้กลับมามองตัวเอง เจฟฟ์ อาร์ แดเนียล กูรูเรื่องงานในอเมริกาเตือนคำทำงานที่เปลี่ยนงานเพื่อจะจั๊มเงินเดือนมาว่า “บางครั้งคนเราก็คิดว่าตัวเองเก่งเกินความสามารถจริง” เขาบอกว่าหลายๆ คนทำงานความเก่งของเขาไม่ใช่ตัวเขาเองล้วนๆ แต่เป็นเพราะ “เขามีหัวหน้าที่เก่ง” หรือมี “ทีมงานที่เก่ง” “คนทำงานที่อาจจะโชคดีหรือโชคร้ายนี่ล่ะ ที่มีหัวหน้าเก่งกาจไปหมด แถมยังใจดูปกป้องทุกสิ่งให้ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาหลบอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้นมาตลอด พอมาถึงตอนที่หัวหน้าแยกวงไป เขาก็จะเคว้งคว้าง ตอนนี้ล่ะที่เขาต้องเลือกงานใหม่ เขาเลยจั๊มตัวเองให้สูงไปเลย ซึ่งอาจทำให้ร่วงลงมาได้ ถ้าไม่ประเมินการทำงานของตัวเองให้ดีก่อน” เจฟฟ์บอกว่าคนเรามีเหมือนกันที่โชคดีมีหัวหน้าคอยปาดทุกเรื่องให้ เขายืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้น แต่สายตากลับเข้าไปสวมเป็นหัวหน้า เวลาเขาเปลี่ยนงานเขาใช้สายตานี้ล่ะที่พาเขาไป ไม่ว่าจะเป็นการขอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิมมากๆ ขอตำแหน่งและอีกหลายสิ่งที่เขาคิดว่าเขาสมควรจะได้ เขาลืมมองไปว่า “เขาอาจไม่เก่งพอ” เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา เรื่องยากๆ ที่ทำให้โปรไฟล์เขาดูดีน่ะ เป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมทีมปาดให้ทั้งนั้น เจฟฟ์เลยมอบ 3 คำเตือนที่อยากให้ทุกคนที่กำลังจะเปลี่ยนงาน ถามตัวเองดังๆ ก่อนว่า… สุดท้ายถ้าเรายังคิดว่าเราสมควรได้รับอะไรที่เริ่ดกว่าเดิมมากจริงๆ ถ้าเราเก่งจริงลุยเลย แต่ถ้าไม่ใช่คิดเผื่อด้วยว่า เราจะได้รับความกดดันจากงานใหม่นั้นขนาดไหน เพราะถ้าพลาดเราอาจเสียความมั่นใจไปเลย อย่าลืมคิดด้วยว่าบางครั้งสิ่งที่มาเหนือความเก่งอีกอย่าง ก็คือเรื่องของบารมี พลัง ความมั่นใจ […]




Entertainment, Men, Music

Patrickananda เขาบอกเล่าความรู้สึกภายในใจผ่านเสียงเพลง

patrickananda

Patrickananda ศิลปินหนุ่มที่มาพร้อมกับน้ำเสียงทุ้ม ๆ ปนไปกับความนุ่มนวล และเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และอารมณ์ความรู้สึกที่เขาตั้งใจบรรจงลงมาไว้ในแต่ละบทเพลงอย่างตั้งใจและใส่ใจ ได้มีโอกาสพูดคุยกับเขา ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที เราได้รู้จักตัวของแพทริคมากขึ้น เขาคือผู้ชายที่เต็มไปด้วยความคิดและอารมณ์ความรู้สึก เราได้เห็นมุมมองต่าง ๆ จากเขาทั้งในฐานะศิลปิน คนรัก และผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ทุกอย่าง ๆ คือที่อยู่ในเพลงของเขาคือเรื่องราว และประสบการณ์ของเขาจริง ๆ

วันนี้เราเลยอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเขาคนนี้ให้มากยิ่งขึ้นกัน เขาคนนี้มีเรื่องราวชีวิต มุมมองความสัมพันธ์ และแนวคิดต่าง ๆ ในแบบของเขาเอง เป็น Patrickananda ในหนึ่งมุมที่เราไม่ค่อยได้เห็นจากที่ไหน เขามาแบบนิ่ง ๆ เรียบง่าย ไม่ต้องพูดเยอะ แต่ทุกคำที่เขาพูดมันสะท้อนตัวตนความเป็นเขาไว้ได้หมดจริง ๆ 

เมื่อสิ่งที่ชอบกลายมาเป็นงานที่รัก

เส้นทางในวงการดนตรีของ Patrickananda เกิดจากความชอบและความรักในเสียงเพลงของเขาล้วน ๆ แพทริคเล่าว่าเขาชอบและสนใจเรื่องดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เครื่องดนตรีชิ้นแรกที่เขาได้เริ่มเล่นคือกลองชุด การจับไม้กลองของเขาในตอนนั้นไม่ได้มาแบบตั้งใจมากนัก แต่พอได้เล่นไปเล่นไปมา การตีกลองกับกลายเป็นสิ่งที่เขาทำได้ดี จนได้เข้าวงโยธวาทิตของโรงเรียนและได้ไปประกวดเวทีต่าง ๆ จนมาถึงจุดหนึ่งที่เขาเริ่มโตขึ้น การตีกลองอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเขา แพทริคเริ่มหันมาสนใจการทำเพลงจริงจัง เขาเริ่มอยากมีเพลงเป็นของตัวเอง นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเริ่มฝึกร้องเพลง และทำดนตรีจริงจัง

เรื่องการร้องเพลง แพทริคเล่าว่าเขาชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็ก เป็นความชอบที่ทำได้เรื่อย ๆ อย่างมีความสุข ไม่กดดัน ไม่จริงจัง เขาชอบร้องเพลงตอนขับรถ ตอนอาบน้ำ การร้องเพลงเป็นเหมือนอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ในชีวิตของเขามาตั้งนานแล้ว จนมารู้ตัวอีกทีก็ชอบสิ่งนี้เข้าไปแล้ว

ณ วินาทีที่เขาเริ่มอยากทำเพลงจริงจัง อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง เขาไม่รอช้า รีบเดินสายประกวดร้องเพลง ไม่ว่าจะเวทีไหนที่ดัง ๆ แพทริคลองมาหมดแล้ว ตอนที่เราได้ยินเขาเล่า เรานึกว่ามันจะต้องผ่านได้ดีแน่ ๆ เพราะเสียงเขาก็ดีมาก แต่พอได้ยินเรื่องราวที่แพทริคเล่ามาเท่านัั้นแหละ มันคนละเรื่องกับที่เราคิดไว้ตอนแรกเลย ทุกครั้งที่เขาไปประกวด ประโยคที่แพทริคในวัย 18 ได้รับกลับมาทุกครั้งที่ไปร้องเพลงบนเวทีคือ

“น้องไปทำอย่างอื่นมั้ย เสียงน้องพี่ฟังแล้วรำค้าญรำคาญ”

ประโยคพวกนี้ทำเขาหยุดร้องเพลงไปเกือบปี แต่สุดท้าย ความคิดที่ว่า “ยังไงเราก็ต้องมีเพลงเป็นของตัวเอง” มันก็วกกลับมาหาเขาอีกครั้ง แพทริคกดปุ่มรีสตาร์ท เริ่มใหม่ทั้งหมด เขายืมเงินคุณป้ามาเป็นจำนวนก้อนหนึ่ง ลงทุนซื้ออุปกรณ์สำหรับทำเพลง เลิกเรียนก็มุ่งตรงกลับมาที่บ้าน นั่งทำเพลงอยู่อย่างนั้น เขาทำแบบนี้มาเกือบหนึ่งปี ส่ง demo ไปตามค่ายนั้นบ้างค่ายนี้บ้าง ไม่มีที่ไหนรับเขาเลย แต่เขาก็ไม่ล้มเลิกความพยายาม จนในที่สุดก็มีความสามารถของแพทริคก็มีคนเห็นจนทำให้เขาได้กลายมาเป็น Patrickanand จากค่าย DUMBS Recordings ในวันนี้

ทุกเพลงที่แพทริคเขียนขึ้นมานับตั้งแต่เพลงแรกจนถึงเพลงล่าสุด เขาบอกว่าเขาเรียบเรียงมาจากประสบการณ์และเรื่องราวของตัวเอง อาจะมีบางเพลงที่เขาได้หยิบยกเรื่องราวของคนอื่นมาเป็นแรงบันดาลใจ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะใส่ความเป็นตัวเองลงไปในนั้น “เราก็จะลองจินตนาการดู ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเรา เราจะเป็นยังไง” ถ้าใครเคยได้ฟังเพลงของแพทริคก็จะรู้ว่าแต่ละเพลงก็จะมีเรื่องราวที่แตกต่างกัน ซาวด์ดนตรีที่ต่างกัน เครื่องดนตรีที่หยิบมาใช้แต่ละเพลงก็ไม่เหมือนกัน แพทริคก็ได้บอกเราว่า ตอนแรกเขาก็แอบรู้สึกหลงทางไปกับแนวเพลงของตัวเองเหมือนกัน เพราะแต่ละเพลงมันไม่ใช่แนวเดียวกันเลย แต่สุดท้ายแล้วเขาก็บอกเรามาอย่างมั่นใจว่า

เราไม่ได้หลงทาง เราแค่อยากลอง  มันเป็นตัวเราทั้งหมด แต่วิธีการเล่ามันอาจจะต่างไป  เพราะสุดท้ายเรื่องที่เล่าออกมาก็เป็นเรื่องของเราเองอยู่ดี 

อยากเจอเธอทุกวัน “จันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เสาร์อาทิตย์”

วันจันทร์ ฉันคิดถึงเธออยู่ วันอังคาร ไปหาได้ไหม
หากวันพุธ เธอต้องตื่นเช้า
เดี๋ยวไปเจอตอนกลางคืนก็ได้ เดี๋ยวจะรอ

เราว่าถ้าเปิดเพลงนี้ขึ้นมาก็ต้องมีคนร้องได้ หรือไม่ก็ต้องผ่านหูกันบ้างแหละ เพลงนี้เป็นเพลงรักจากเขาที่เกิดจากเรื่องราวของเขาเอง แพทริคเล่าว่าเขาเคยคุยกับคน ๆ หนึ่ง เธอคนนั้นบอกกับเขาว่า “อยากเจอเธอทุกวันเลย” แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เจอกันไม่ได้ แค่ประโยคเดียวสั้น ๆ ทำให้เกิดเป็นเพลง“จันทร์อังคารพุธพฤหัสศุกร์เสาร์อาทิตย์” ที่ถือเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จมาก ๆ ของแพทริค และทำให้เขาเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น พอเพลงนี้มันเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ เราเลยอยากรู้ความรู้สึกของเขาเมื่อได้เห็นกระแสตอบรับ เขาตอบมาแบบอมยิ้มว่า “เราไม่ได้หวังว่าคนจะชอบเนอะ แค่มีคนชอบเพลงเราก็พอแล้ว”

OASIS เพลงที่กักเก็บความรู้สึกดี ๆ ให้ใครบางคน

วิธีการที่แพทริคใช้ในการแต่งเพลงคือ เขาจะเริ่มต้นจากสิ่งของเล็ก ๆ สักชิ้นหนึ่ง และค่อย ๆ ใส่ความรู้สึก เรื่องราว และอื่น ๆ เขาไปในนั้นจนออกมาเป็นเพลงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกและคำอธิบายผ่านเสียงเพลง ในเพลง OASIS ก็เช่นกัน อย่างที่ทุกคนรู้จักกันดี OASIS คือแหล่งกักเก็บน้ำและความชุ่มชื้น เป็นเหมือนที่พึงพิงอะไรแบบนั้น เขาเลยลองนำ OASIS มาเปรียบเทียบให้เป็นตัวเขา ถ้าสมมติว่าเราเป็น OASIS มันจะออกมาเป็นยังไง

เราอยากให้กำลังใจทุกคนผ่านเพลงนี้ เลยแทนตัวเองเป็นโอเอซิสที่ให้ความชุ่นชื้น ให้กำลังใจ อยากเป็นที่พักใจ เวลาที่หันมาก็จะเห็นเราอยู่เสมอ

Patrickananda และมุมมองเรื่องความรักในแบบของเขา

เขาเป็นอีกหนึ่งคนที่ใช้แง่มุมในความสัมพันธ์ เรื่องราวจากความรัก และความรู้สึกทั้งทุกข์และสุขมาเรียงร้อยเป็นบทเพลงผ่านเสียงดนตรีที่ให้อารมณ์ส่งต่อมาถึงคนฟังได้เป็นอย่างดี เลยอยากจะรู้เหมือนกันว่า ถ้าพูดถึงเรื่องรักและความสัมพันธ์ ผู้ชายคนนี้มองโลกของความรักเป็นอย่างไรบ้าง

“จริง ๆ แล้วความรักมันเป็นยังไง” ประโยคนี้จากแพทริคเป็นได้ทั้งคำตอบและคำถาม แล้วสุดท้ายความรักมันต้องออกมาเป็นแบบไหนกันแน่ เขาเคยเจอกับความสัมพันธ์มาหลายรูปแบบ ผ่านช่วงเวลาแห่งความสุข และความทุกข์ใจจากความเศร้า สุดท้ายแล้วทุกอย่างที่เขาพบเจอ ได้หล่อหลอมให้เขามีมุมมองความรักในแบบของเขาทุกวันนี้

เขาค่อย ๆ เล่าให้เราฟังว่า “พอเราอยู่กับคน ๆ นึงมานานมาก  ๆ แล้วเรารู้สึกว่าความรักมันน่าจะเป็นแบบนี้แหละ แล้วเราก็เชื่อแบบนั้นมาตลอด จนพอมาถึงวันที่ความรักมันไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว เราเลยกลับไปคิดว่าแบบ  หรือเราคิดผิดมาตลอด หรือจริง ๆ ความรักมันไม่ใช่แบบนี้ พอตอนนี้เราอยู่คนเดียวก็แทบไม่ได้จะคุยกับใครเลย เพราะว่าเราต้องการพัก โฟกัสไปที่งานมากกว่า เราผิดหวังมาเราก็สร้างกำแพงไว้ละ พอคุยกับใครก็ไม่ได้คุยได้นานขนาดนั้น เหมือนเราต้องการลองใช้ชีวิตคนเดียว ในตอนนี้ เรากลัวเสียใจ เลยไม่กล้าลงใจกับมันอีก”

ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าความรักเป็นยังไง แล้วจริง ๆ ความรักคืออะไร 

เขาพูดไม่ค่อยเก่ง แต่ทุกคำที่พูดออกมาจากใจจริง ๆ

แพทริคไม่ใช่คนที่เข้าสังคมเก่ง ไม่ใช่สายปาร์ตี้พบปะคนเยอะ ๆ เขาเลือกมีความสุขกับการอยู่เงียบ ๆ ในห้องคนเดียว ไม่ต้องพบเจอคนมากมายให้วุ่นวาย ทำสิ่งที่อยากทำ ถ้าไม่อยากทำก็แค่อยู่เฉย ๆ คิดเรื่อยเปื่อยอยู่ในห้อง บางครั้งเขาก็เข้าสู่โหมดโลกส่วนตัวจนไม่ได้แตะโทรศัพท์เลยก็มี

จนวันนี้ Patrickananda ได้เดินทางมาในเส้นทางสายดนตรีแบบที่เขาต้องการ ผ่านเรื่องราวและอุปสรรคมากมายกว่าจะมีคนเห็นความสามารถและความมุ่งมั่นตั้งใจของเขา จนทำให้เขาได้มีวันนี้ ถึงเขาจะไม่ใช่คนพูดเก่ง หรือชอบออกหน้ากล้องมากขนาดนั้น แต่เขาแอบกระซิบกับเรามาว่า เขาดีใจมาก ๆ ที่มีคนรักและชื่นชอบในตัวเขาจริง ๆ เขาไม่ได้หวังอะไรมากมาย ไม่ได้อยากดังอะไรขนาดนั้ เพียงแค่มีคนชอบในสิ่งที่เขาทำ ไม่ต้องเยอะมากก็ได้ เขาก็แฮปปี้แล้ว

เขาเล่าเรื่องความรักของตัวเองตั้งแต่เริ่มจนถึงวันสุดท้าย ผ่านเสียงเพลงของเขาเอง ถ้าอยากรู้จักตัวตนของเขาให้มากขึ้นกว่านี้ ให้ลองเอาทุกเพลงมาต่อกันแล้วค่อย ๆ หลับตาฟัง แล้วก็จะได้พบกับเรื่องราวของเขา 

แพทริคเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีแพชชั่น มีความพยายาม และมีความรักกับสิ่งที่ทำจริง ๆ เราขอให้เขาประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เขาเลือก ทุกเพลงของเขา เราจะตั้งใจฟังอย่างดี เพราะเรารู้ว่าเขาตั้งใจทำมัน

ใครที่อยากติดตามและให้กำลังใจเขา ก็เข้าไปได้เลยที่

YouTube > DUMB Recordings

Facebook > Patrickananda

Instagram > @patrickananda

อ่านเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ CLEO Thailand และ FB > CLEO

More