ดาโคต้าบอก..แอนโตนิโอ(พ่อเลี้ยง) เปลี่ยนครอบครัวของเธอ ‘ตลอดไป’ ด้วยความรักของเขา

ดาโคต้า จอห์นสัน (Dakota Johnson) เป็นนางเอกที่สวยและมากด้วยความสามารถ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ.. ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเอกรุ่นใหญ่ แอนโตนิโอ แบนเดอราส (Antonio Bandares) กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ

ความรักแบบ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่ต้องการแค่อ้อมแขนและคนคุยกันลื่นไหล

ประโยคของเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่เราเองก็รู้สึกแบบเธอเป๊ะๆๆๆ อยากมีใครที่ใช่ คุยกันรู้เรื่องและเล่าเรื่องของวันนี้ที่เจอให้เขาฟัง สำหรับผู้หญิงที่ต้องออกไปสู้โลกทุกวัน สู้คนเดียว ต้องเข้มแข็งให้ได้ อ่อนแอยังไงก็ต้องเก็บเอาไว้ ความรู้สึกอยากมีใครสักคน อาจไม่ใช่ว่าเขาต้องมาดูแล มาหาเงิน หาบ้านอะไรให้ แต่คือความรู้สึกที่ละทุกอย่างของวันออกไป แล้วเข้าไปซุกในแขนของเขาหันไปบอกกับเขาว่า “วันนี้แย่จัง เหนื่อยจัง” เขาอาจจะดึงเราเข้าไปกอดให้แน่นขึ้น เอามือลูบหัวเรา แล้วบอกเราว่า “ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นนะ” ข้อดีของการมีคนรักที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คือเขาจะรู้ทุกโมเมนท์ของชีวิตเรา ว่าช่วงไหนเราเป็นยังไง เขาจะซัพพอร์ตจิตใจเราได้ทัน และคอยเป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่คิด เป็นคนรักที่จูงมือเราไปสูดอากาศดีๆ แล้วเพียงไม่กี่นาที โลกทั้งโลกก็หายไป เรารู้สึกสบายใจและช่างผ่อนคลายเหลือเกิน เหมือนที่เจนนิเฟอร์ อนิสตันเคยบอกหลังจากเลิกกับจัสติน เธอโรซ์สามีของเธอเมื่อปี 2018 ว่า “ไม่มีใครที่เรดาร์ฉันกระดิกได้ แต่ฉันว่าถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ฉันพร้อมจะแชร์ชีวิตของฉันกับใครอีกคนแล้ว” เจนนิเฟอร์บอกว่า “ในความสัมพันธ์ เรื่องโรแมนซ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ” สำหรับเธอเลย เธอรักในการเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชาย เธอคือผู้หญิงที่สร้างตัวเองมาด้วยตัวเอง เจนบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอจะเริ่มขึ้นได้เพียงมี “บทสนทนาที่ลื่นไหลตั้งแต่ได้คุยกันครั้งแรก” นั่นเป็นสัญญาณที่ดี “เขาต้องมั่นใจในตัวเอง แต่ไม่เยอะไป มีอารมณ์ขัน แล้วก็ขอร้อง ขอร้องเลยนะว่า เขาต้องใจดีกับผู้คนด้วย” […]

Q: ทำไมฉันเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เลิกคบไปไม่ได้?

คำถามคาใจตัวเองทุกครั้งที่เริ่มคบใคร ไปไม่รอดแล้วยังเป็นเพื่อนกันก็ไม่ได้! Q: “ฉันมีเพื่อนผู้หญิงเยอะเลยนะ แต่ยากมากจะมีเพื่อนผู้ชายที่สนิท แล้วพอคบใครหลังจากนั้นก็เป็นเพื่อนกับพวกเขาไม่ได้ ไม่ได้เลิกกันไม่ดีนะ แต่ไม่ชินที่จะมีเพื่อนผู้ชาย เลยทำให้ฉันคบผู้ชายเยอะ คบแล้วเลิกๆ และหายกันไปเลยตลอดเวลา แล้วพอมาชอบเพื่อนตัวเอง หรือชอบผู้ชายที่ทำงาน ก็ไม่กล้าไปต่อ กลัวจะเสียเพื่อนไปเลยแล้วไง?” A: ซื่อตรงกับตัวเองที่สุดก่อน ว่าจริงๆ คุณต้องการผู้ชายที่ดีจริงสำหรับชีวิตด้วย! เหมือนกับว่าคุณคิดว่าคุณน่ะคงไม่ดีพอจะเป็นเพื่อนกับใครได้ และคงมีอะไรผิดๆ ในความสัมพันธ์ที่ทำให้รักษาความเป็นเพื่อนไว้ไม่ได้ เราอยากให้คุณยอมรับตรงๆ กับตัวเองก่อนว่า “คุณต้องการความสัมพันธ์ที่ดี และผู้ชายที่รักคุณ” ลองเขียนคุณสมบัติเริ่ดๆ ในตัวคุณสัก 10 ข้อ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา รูปร่างนะ และบอกเลยว่าทุกคนที่คุณจะเจอต่อไปนี้ เขาจะได้รับสิ่งดีของคุณเช่นนั้น แล้วลองมองหาผู้หญิงที่คุณชื่นชม ว่าเธอช่างสามารถเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เคยคบได้  ดูวิธีที่เธอคุยกับพวกเขา ดูบุคลิก รอยยิ้ม ท่าทาง ลองเรียนรู้แล้วลองเอาไปใช้เวลาเดทกับใคร ที่สำคัญเวลาเดทกับใครเปิดกว้างกับเขาไปเลยว่า คุณอยากรเรียนรู้จักเขา อยากเป็นเพื่อนกับเขาให้ดีก่อน ต้องใจแข็งไว้นะถ้าเขาจะมาขออะไรที่เป็นทางกายกับเรา เอาให้ชัวร์ในความเป็นเพื่อนแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า สุดท้ายเลยอยากบอกว่าลองไปโฟกัสชีวิตด้านอื่นด้วย ให้เราเอนจอยกับตัวเอง เป็นเพื่อนกับตัวเองให้ดี ถ้าเรามัวแต่เคลิ้มถึงหนุ่มในออฟฟิศ หรือเพื่อนของเพื่อน หรือบางทีอาจเผลอไปเคลิ้มแฟนเพื่อน เราก็อาจกลายเป็นคนคลั่งรัก และคาดหวังในความสัมพันธ์เกินไป จนมองข้ามความเข้ากันได้ […]

3 คำเตือนจากกูรูเรื่องงาน “ถ้าไม่เริ่ดจริง ขอเงินเดือนแรงแบบนี้ อาจพังได้นะ”

เป็นมุมเรื่องงานที่บางทีก็ลืมมองตัวเองไป ขอยอมรับและโล่งๆ กับตัวเองพิจารณาอีกครั้ง “เราคิดว่าเราเก่ง” หรือที่ผ่านมา “หัวหน้าเราน่ะเก่ง” กันแน่! เป็นหนึ่งในคำเตือนที่เราว่าสุดจะดึงเราให้กลับมามองตัวเอง เจฟฟ์ อาร์ แดเนียล กูรูเรื่องงานในอเมริกาเตือนคำทำงานที่เปลี่ยนงานเพื่อจะจั๊มเงินเดือนมาว่า “บางครั้งคนเราก็คิดว่าตัวเองเก่งเกินความสามารถจริง” เขาบอกว่าหลายๆ คนทำงานความเก่งของเขาไม่ใช่ตัวเขาเองล้วนๆ แต่เป็นเพราะ “เขามีหัวหน้าที่เก่ง” หรือมี “ทีมงานที่เก่ง” “คนทำงานที่อาจจะโชคดีหรือโชคร้ายนี่ล่ะ ที่มีหัวหน้าเก่งกาจไปหมด แถมยังใจดูปกป้องทุกสิ่งให้ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาหลบอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้นมาตลอด พอมาถึงตอนที่หัวหน้าแยกวงไป เขาก็จะเคว้งคว้าง ตอนนี้ล่ะที่เขาต้องเลือกงานใหม่ เขาเลยจั๊มตัวเองให้สูงไปเลย ซึ่งอาจทำให้ร่วงลงมาได้ ถ้าไม่ประเมินการทำงานของตัวเองให้ดีก่อน” เจฟฟ์บอกว่าคนเรามีเหมือนกันที่โชคดีมีหัวหน้าคอยปาดทุกเรื่องให้ เขายืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้น แต่สายตากลับเข้าไปสวมเป็นหัวหน้า เวลาเขาเปลี่ยนงานเขาใช้สายตานี้ล่ะที่พาเขาไป ไม่ว่าจะเป็นการขอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิมมากๆ ขอตำแหน่งและอีกหลายสิ่งที่เขาคิดว่าเขาสมควรจะได้ เขาลืมมองไปว่า “เขาอาจไม่เก่งพอ” เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา เรื่องยากๆ ที่ทำให้โปรไฟล์เขาดูดีน่ะ เป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมทีมปาดให้ทั้งนั้น เจฟฟ์เลยมอบ 3 คำเตือนที่อยากให้ทุกคนที่กำลังจะเปลี่ยนงาน ถามตัวเองดังๆ ก่อนว่า… สุดท้ายถ้าเรายังคิดว่าเราสมควรได้รับอะไรที่เริ่ดกว่าเดิมมากจริงๆ ถ้าเราเก่งจริงลุยเลย แต่ถ้าไม่ใช่คิดเผื่อด้วยว่า เราจะได้รับความกดดันจากงานใหม่นั้นขนาดไหน เพราะถ้าพลาดเราอาจเสียความมั่นใจไปเลย อย่าลืมคิดด้วยว่าบางครั้งสิ่งที่มาเหนือความเก่งอีกอย่าง ก็คือเรื่องของบารมี พลัง ความมั่นใจ […]




Well-Being

‘เชอรี่-เข็มอัปสร’ ผู้หญิงที่รักการได้กินข้าวดีๆ จนมี Sirithai แบรนด์ข้าวเป็นของตัวเอง

Sirithai

เข็มอัปสร สิริสุขะ หรือ เชอรี่ นางเอกที่ไม่ได้หายหน้าหายตาไปไหน เพียงแต่เธอแบ่งเวลาไปสนใจข้าว จากเกษตรกรไทย ขับเคลื่อนด้วยความชอบในการกินข้าว จนสร้างแบรนด์ Sirithai ขายข้าวเกษตรอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์จากน้ำมันรำข้าวที่ออแกนิคตั้งแต่ต้นจนถึงปลายน้ำ ที่สำคัญคือต้องสั่งจองล่วงหน้า เธอจะผลิตตามความต้องการบริโภคเท่านั้น

Sirithai เริ่มขึ้นเมื่อประมาณปีที่ผ่านมา เมื่อ Covid-19 ดูเหมือนจะค่อยๆ เบาลงช่วงหนึ่งเชอรี่มองว่ากลุ่มเกษตรกรไทยน่าจะเดือดร้อนจากการขายผลิตผล จึงอยากหาทางช่วยอะไรสักอย่าง แต่เมื่อต้องเลือกว่าจะช่วยอย่างไร ทางไหน และกลุ่มไหนดี จึงมีไอเดียปิ๊งมาจากความชอบส่วนตัว 

“ส่วนตัวเป็นคนชอบทานข้าวไทยมากๆ เลยอยากจะเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองรัก” แต่ในขณะเดียวกันอีกสิ่งที่เชอรี่มองเห็นและคลุกคลีกันมันตลอดมาก็คือ ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ “เป็นเป้าหมายหลักของเชอรี่ด้วยเหมือนกัน เวลาเราไปลงพื้นที่แล้วเราได้ทราบว่าการปลูกหรือการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจริงๆ แล้วเป็นทางหลักในการแก้ปัญหาในการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศได้ดีมาก เลยเริ่มมองหาชุมชนที่เขาใช้วิธีการเกษตรที่ดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย” 

จากการเริ่มมองหาสู่การอยากจะเปลี่ยนแปลง

จริงๆ แล้วเชอรี่ไม่ได้เพียงแต่อยากมองหาชุมชนที่รักสิ่งแวดล้อม แต่เธออยากจะลงมือเปลี่ยนแปลงมากกว่านั้น “อยากจะสนับสนุนชุมชนที่ไม่ได้ทำด้วยวิธีการนี้ให้เปลี่ยนมาใช้วิธีการนี้ แต่ก็รู้สึกว่าคงจะต้องเตรียมตัวยาวไกลมากจะไม่ได้เริ่มสักที เลยเลือกจากชุมชนที่เขาดูแลสิ่งแวดล้อมก่อน แล้วเอามาขยายตลาดให้เขา” เธอเริ่มจากการลองทานข้าว โดยได้ ​​เชฟโจ้-วรวุฒิ ตริยเสนวรรธน์ จากร้าน ซาหมวย & Sons ที่ช่วยส่งข้าวออแกนิคมาให้เชอรี่ชิม จาก 20 กว่าสายพันธุ์เธอก็คัดจนเหลือเพียงไม่กี่สายพันธุ์ ตามด้วยตรวจสอบวิธีการผลิตว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างที่เธอคาดหวังเอาไว้ สุดท้ายก็ได้ข้าวจากชุมชนบ้านโคกสะอาด จังหวัดสกลนคร

เชอรี่เดินทางไปตรวจสอบด้วยตัวเองเลยว่ามีการไม่ใช้สารเคมีอย่างไร ดูแลป่าไม้แบบไหน “พอเราไปในพื้นที่แล้วรู้สึกเลยว่าใช่ ที่นี่ตอบโจทย์สิ่งที่เรากำลังมองหาเลย ก็เลยสร้างแบรนด์ Sirithai โดยการรับซื้อข้าวจากชุมชนบ้านโคกสะอาด จะมีข้าวหลากหลายชนิด แล้วก็มองว่าเราอยากจะขยายไปยังชุมชนอื่นๆ แต่โควิดหลายระลอกนี้ทำให้การเดินทางของเราชะงักลง” 

น้ำมันรำข้าว และความเป็นธรรมชาติที่จะช่วยเยียวยาเรา

แต่จนล่าสุดก็เกิดโปรดักส์ไลน์ใหม่ก็คือสบู่จากน้ำมันรำข้าว ก็ได้คำแนะนำจากอาจารย์วิศวะสิ่งแวดล้อม ที่จุฬาฯ ให้รู้จักกับชุมชนเลิงนกทา จ. ยโสธร ว่าเขาทำน้ำมันรำข้าว เธอก็ลงมือประชุมพูดคุยกันทางออนไลน์ เพื่อสอบถามจนได้ทดสอบน้ำมันรำข้าวนี้ด้วยตัวเอง “คุณภาพดีมาก เชอรี่อยู่บ้าน เราพยายามจะลดขยะของตัวเอง ตั้งแต่เศษอาหาร แพคเกจจิ้งต่างๆ ถ้าเราลดผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันได้ก็น่าจะดี ก็เลยลองทำสบู่ใช้เอง” นี่เลยเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เชอรี่ต้องหาวัตถุดิบที่ดีที่สุด “เราได้เจอน้ำมันรำข้าวที่สกัดมาใช้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้เป็น supplyment พอเราลองนำมาทำสบู่แล้วรู้สึกเลยว่ามันดี ใช้แล้วรู้สึกดีกับผิวมากๆ”

หลังจากนั้นเชอรี่ก็เริ่มจากส่งให้คนที่สนิทหลายๆ คนรอบตัวลองใช้ “เพราะทำครั้งหนึ่งก็ได้เยอะเหมือนกัน ทุกคนก็ชอบ พอเริ้มมองเห็นความเป็นไปได้ในการสนับสนุนอีกหนึ่งชุมชนที่ทำการเกษตรแบบดูแลสิ่งแวดล้อม เราก็เลยเริ่ม Sirithai Artisan Liquid Soap ค่ะ” 

“เชอรี่ยังเชื่อในเรื่องของการให้ธรรมชาติเยียวยา ใช้ทุกอย่างที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติให้เยอะที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เราจึงต้องเลือกวัตถุดิบของเราให้เป็นเกรดพรีเมี่ยมที่สุด แล้วกระบวนการที่จะทำมันก็ต้องไม่ทำลายสารอาหารที่มันดีมากอยู่แล้ว” เลยเป็นเหตุที่ทำให้เธอต้องค้นหาการผลิตสบู่ให้ออกมาปลอดภัยแม้แต่กลิ่นที่มาจากน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุง หอมด้วย ได้ประโยชน์ด้วย 

“อย่างที่บอกว่าเราใช้น้ำมันรำข้าวที่สกัดภายใน 24 ชั่วโมง เราก็ต้องหากระบวนว่าจากแหล่งผลิตมาจนถึงเราจะทำยังไงให้คงความเป็น 24 ชั่วโมงอย่างเป็นธรรมชาติด้วย รวมไปถึงการไม่ใช้ความร้อนสูงที่จะไปทำลายคุณค่าของวัตถุดิบเรา”

ทุกวันนี้หากพูดถึงคำว่าออแกนิคที่คนทั่วไปเข้าใจ อาจไม่ได้หมายถึง ‘ออแกนิค’ อย่างที่ควรจะเป็น ออแกนิคอุตสาหกรรมยังคงทำให้คนเข้าใจผิด “การทำเกษตรอุตสหากรรมยังไงก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมาก เราอยากสนับสนุน Responsible Farming เพราะมองว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นและจะช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการสร้างผลกระทบแง่ลบต่อสิ่งแวดล้อม ถ้าเราเปลี่ยนตรงนี้ได้เชอรี่มองว่าเราจะสามารถแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ยิ่งยืนมากขึ้นได้” 

เริ่มที่ตัวเราง่ายๆ เราเลือก เราใช้ เราได้มีชีวิต

“ผู้บริโภคสำคัญมากๆ ในการวางแนวทางของตลาด” ผู้ผลิตจะรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มากแค่ไหน ผู้บริโภคต่างหากที่เป็นผู้ชักนำ “ผู้บริโภคที่ต้องการจะสนับสนุนผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือชุมชนที่ทำการเกษตรที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เชอรี่คิดว่าสำคัญมากๆ ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่าเป็นห่วงมากๆ ตอนนี้” เธอขอใช้คำว่า ภาวะฉุกเฉินของโลกใบนี้อยู่ในมือของมนุษย์ทุกคน

ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตของตัวเอง “ได้ทุกแง่มุมนะ ถ้าเป็นเชอรี่หลักๆ เลยคือทำยังไงให้เราสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด และสร้างประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด แค่ทานอาหารให้หมดก็ลดการสร้างขยะอาหารแล้ว”

ลดการสร้างขยะ “พวกบรรจุภัณฑ์ที่เราสามารถใช้ซ้ำใส่อะไรบางอย่างแทนได้ แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องมีการจัดการที่ดี แยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปสู่การจัดการที่ดี” หลายคนอาจมองว่าแยกไปยังไงก็เทรวม แต่เชอรี่มองว่าเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ขยะที่มีมูลค่าจะถูกนำไปจัดการอย่างถูกต้องแน่นอน

รู้คุณค่าของทุกสิ่ง “ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะทุกวันนี้การใช้ชีวิตของเราทุกคนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก สิ่งเราไม่สามารถเลี่ยงการใช้มีอยู่มากมาย แต่บางอย่างที่เราเลี่ยงได้ รู้คุณค่าของทุกสิ่งที่เป็นทรัพยากรใดใด จะช่วยลดความสิ้นเปลืองและลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้มาก”

“อย่างข้าวเราก็จะวางขายทางออนไลน์เป็นหลักค่ะ และหน้าร้านที่สนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์บางแห่ง แต่สบู่เราทำแบบ made to order ด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างสูง พอคนสั่งมาแล้วเราก็ผลิตให้ ด้วยความที่สบู่เราไม่มีสารเคมี ก็อยากจะให้ผู้บริโภคใช้ภายใน 3-6 เดือน หลังจากผลิต ก็จะเฟรชที่สุด ได้คุณภาพสูงที่สุด”

Sirithai

หลายคนอาจจะสงสัยเหมือนกับเราว่าเชอรี่เล่าถึงสิ่งแวดล้อม แต่ทำไมเลือกใช้ขวดพลาสติก ซึ่งเธอมีเหตุผลที่จะทำให้คนส่วนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจในพลาสติกได้เข้าใจการใช้วัสดุนี้จริงๆ ว่า “เราต้องการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง อย่างถุงพลาสติกก็จะมีความเป็นไปได้ และนำไปรีไซเคิลลำบากกว่า เลยเป็นที่มาของการใช้ขวดพลาสติกแบบที่สามารถใช้ซ้ำได้จนกว่าจะใช้ซ้ำไม่ได้อีก ก็จะนำไปรีไซเคิลทำเป็นอย่างอื่นได้ง่าย เช่นเดียวกับบรรจุภัณฑ์ของสบู่เหลวของเรา เชอรี่เลือกเป็นพลาสติกใสทั้งคู่ ฉลากแกะง่าย เพื่อนำไปรีไซเคิลได้” 

เธอให้ความเข้าใจเพิ่มเติมอีกว่า เมืองไทยอาจยังไม่สามารถรีไซเคิลพลาสติกสีได้หรืออาจได้ในปริมาณที่น้อย พลาสติกใสจะง่ายกว่า “และระบบรีฟิลของเรา นำส่งกลับมาหาเราได้ ทั้งข้าวทั้งสบู่ ซึ่งก็จะได้ลดราคาเล็กน้อย แต่ก็จะเป็นการช่วยยืดอายุของบรรจุภัณฑ์ได้นานขึ้น ลดปัญหาขยะพลาสติกลงได้ ในเรื่องของความสะอาดและปลอดภัยเราทำให้อย่างดีค่ะ”

ผู้ที่สนใจสอบถามเกี่ยวกับสบู่ Sirithai Artisan Liquid Soap ได้ทาง LINE @sirithaibrand

และซื้อข้าวไทยพันธุ์ที่ดีที่ถูกคัดสรรโดย เชอรี่ เข็มอัปสร สิริสุขะ ได้ทาง shopee.co.th/sirithaibrand 

อ่านเรื่องราวอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ทาง CleoThailand หรือ FB: @CleoThailand

More