กลับมาสะเทือนวงการความงามอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กับ Cosmoprof CBE ASEAN 2024 งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก 13 – 15 มิถุนายนนี้! ลงทะเบียนเข้าชมงาน ฟรี!

Cosmoprof CBE ASEAN 2024 งานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามระดับโลก พบผู้ผลิต และแบรนด์สินค้าความงามคุณภาพกว่า 1,500 บริษัท จาก 20 ประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ฝรั่งเศส อิตาลี ไทย และอีกมากมาย บนพื้นที่จัดแสดงงานกว่า 22,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมส่งเสริมธุรกิจ อาทิโปรแกรมจับคู่เจรจาธุรกิจที่ทำให้คุณได้พบกับเจ้าของแบรนด์และโรงงานผลิตโดยตรง รวมไปถึงสัมมนาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่จะมาอัปเดตเทรนด์ความงามล่าสุด และบิวตี้เวิร์คช็อป ตลอด 3 วันการจัดงาน มาร่วมก้าวสู่โลกแห่งความงามระดับโลกไปพร้อมกัน แล้วพบกัน 13-15 มิถุนายนนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี! คลิก! https://bit.ly/4a3D1Lm และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cosmoprofcbeasean.com ทำไมคุณถึงไม่ควรพลาดงาน Cosmoprof CBE ASEAN 2024! 1. เป็นงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามที่ใหญ่ที่สุดในไทย และอาเซียน2. มีผู้ออกแสดงสินค้าชั้นนำกว่า 1,500 แบรนด์ จาก 20 ประเทศทั่วโลก3. […]

15 กฎเหล็กแห่งการมูฟออน “สัญญากับตัวเอง ว่าเราต้องทำให้ได้นะ”

อย่างแรกเลยคือเซ็ตความตั้งใจให้ตัวเอง “ฉันจะต้องขึ้นมาจากหลุมให้ได้” แรงใจที่เราอยากเห็นตัวเองมีความสุข จะพาเรามูฟออนได้เกลี้ยง 100% แน่นอน เริ่มขยับตัวออกจากหลุมกันเลยนะ… เพราะเราจะไม่ยอมจมปลัก ไม่ยอมแพ้ใจตัวเอง เรามองเห็นตัวเองนี่นา ว่าเราจะมีความสุขใสๆ ได้กว่านี้ เราเลยต้องให้กำลังใจตัวเอง ตั้งกฏเหล็กให้ตัวเอง คนอย่างฉัน ไม่มีเธอ ฉันก็มูฟออนสวยๆ ได้ ว่าแล้วลุยกันเลย!! อ่านเรื่องราวอื่นๆ ต่อได้ที่ ฮาวทูรักตัวเอง เมื่อต้องมูฟออนจริงๆ

ฉันไม่โชคดีพอที่จะมีผู้ชายสักคน “มองเห็นฉันในแบบที่ฉันเป็น”

ฉันไม่ได้โชคดีแบบนั้น ฉันไม่ได้โชคดีพอที่จะมีผู้ชายสักคนมองเห็นฉันในแบบที่ฉันเป็น มองเห็นความเจ็บปวดของฉัน และอยากฉุดฉันขึ้นไป ไม่มีวิธีไหนอีกแล้วที่ฉันจะบอกตัวเองได้ดีไปกว่า “ยอมรับความจริงเถอะ” ทุกครั้งเวลาที่ฉันเห็นใครๆ เขารักกัน ความหวังในใจ ความเพ้อทุกครั้งที่กดแอปสีดำแดงเพื่อเลือกซีรีย์เกาหลีเรื่องใหม่ โจทย์ของฉันไม่มีอะไรมาก ต้องเป็นเรื่องที่ฉันสามารถสมมุติตัวเองเป็นนางเอกในเรื่องได้ แล้วจินตนาการต่อว่า บางทีฉันอาจจะเจอผู้ชายในชีวิตจริง ที่เป็นเหมือนพระเอกในเรื่อง หนังสือฮาวทูบอกว่า ให้คิดว่าอยากได้ผู้ชายแบบไหน ลิสต์ออกมาให้เยอะที่สุด แล้วตัดออกให้เหลือสัก 10 ข้อว่านั่นคือคุณสมบัติผู้ชายที่อยากได้ ฉันลองทำและกุมลิสท์นั้นไว้แน่นในกระเป๋าสตางค์ เอามาเปิดอ่านบ่อยๆ ด้วย บางทีที่เขาบอกว่าคืนพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์จะมอบพลังงานของความรักดูดใครให้เข้ามาในชีวิต ฉันจะเอาลิสท์นั้น ออกไปหาแสงจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วนึกถึงเขา แน่นอนว่าฉันมีความเชื่อ ยังคงเชื่อ และก็จะเชื่อต่อไป เรื่องราวในโทรศัพท์กับเพื่อนสาว เราจะวนเวียนกันที่ซีรีย์ที่เพิ่งดู กรี๊ดพระเอก อยากบินไปเกาหลี แล้วเราก็จะกลับมาที่เรื่องของเรากัน ทำไมเพื่อนคนนั้นได้แฟนดีจัง แฟนเขาพาไปเมืองนอกบ่อยมากเลย เขาไปทริปกันอีกแล้ว ฉันกับเพื่อนก็ได้แต่พยายามหาเรื่องเน่าๆ ในเรื่องรักของคนอื่น “แต่พวกเขาอาจมีอะไรไม่แฮปปี้ก็ได้นะ พวกเราไม่มีทางรู้หรอก” มันคงเป็นคำปลอบใจที่เราบ่นให้กันฟัง แต่ฉันก็ยังไม่มีใครเข้ามาในชีวิตอยู่ดี “ที่เธอเหนื่อยเพราะไม่มีคนรักหรือเปล่า?” ประโยคจากเรื่อง My Liberation Notes หัวหน้าของพี่สาวนางเอกถามขึ้นมา หลังจากที่เธอมาทำงานแล้วบ่นว่าเหนื่อยๆๆๆๆ ทำไมชีวิตฉันถึงเหนื่อยขนาดนี้ […]

คุณหมอสา-Guardian Diamond พี่สาวที่เปิดประตูลับ ช่วยเคลียร์พลังงานลบให้คุณพบความสำเร็จ

ตั้งแต่เข้าปี 2024 ที่ผ่านมา คลีโอขอบอกว่านี่เป็นการสัมภาษณ์ที่เบิกเนตรให้เรารู้สึกมีความหวังและกำลังใจ รู้สึกว่าจักรวาลมอบของล้ำค่าเอาไว้ให้เราเสมอ เป็นเรื่องไม่บังเอิญที่ทำให้เราได้เจอกับคุณหมอสา หรือหลายคนรู้จักเธอในชื่อ Doctor Diamond กับฉายาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพชรที่ไม่ได้จบแพทยศาสตร์ แต่เป็นผู้ที่ช่วยเยียวยาให้ความรู้กับคนที่สนใจเรื่องเพชร รวมทั้งก้าวเข้ามาแก้ปัญหาชีวิตด้วยพลังของ “เพชรดิบ” ที่ค้นพบพลังงานอันยิ่งใหญ่นี้จนกลายมาเป็นแบรนด์ Guardian Diamond ที่สายมูบอกว่ามาลองแล้วขนลุกซู่ทุกคน ลูกสาวครอบครัวคนจีนที่ฝึกค้าขายตั้งแต่เด็ก “ตอนเด็กไม่รู้ว่าเราอยากเป็นอะไร พ่อแม่อยากให้เรียนที่เอแบค เพราะเห็นว่าเราภาษาดีมาตั้งแต่เด็ก เราไม่มีฝันเลย เป็นเจเนอเรชั่นที่ที่บ้านเป็นคนจีน ดังนั้นก็จะมีบอกแค่ว่าต้องมาช่วยพ่อแม่นะ เราก็รู้สึกว่าเราต้องทําไปจนตลอดชีวิต ไม่เคยมีความคิดอื่นเลย ที่บ้านทำธุรกิจขายเพขร เรียนจบมาให้ไปเรียนดูเพชรนะ เราก็ไป ซึ่งเรียนดูเพชรของสถาบัน GIA ซึ่งตอนนั้นมีสาขาในประเทศไทย เป็นโรงเรียนเล็กๆ ในยุค IMF ค่ะนานมากแล้ว” “คุณพ่อคุณแม่พยายามหนักมากในการส่งเราเรียนนะคะ จําได้เลยว่าแม่ให้เราเดินเข้าไปถามแล้วขอตีเช็ค 4 ใบจ่ายค่าเทอมได้ไหม ช่วงนั้นเราก็รู้เลยว่าชีวิตไม่ได้ง่าย ต้องเรียนให้จบกลับไปช่วยเขา เพราะแม่ก็จะพูดตลอด ตาแม่ก็เริ่มไปแล้วนะ เหมือนเขามาเปิดร้านตอนประมาณ 40 กว่าแล้ว ดังนั้นจะให้เค้าดูเพชรไปตลอดก็เป็นไปไม่ได้ เราเริ่มทําทุกอย่างตั้งแต่เสิร์ฟน้ํา เช็ดตู้ วิ่งงาน บางทีมีงานช่าง เราก็ขับรถออกไปเอง เดินส่งของส่งงาน แม่จะเหน็บเราไปด้วย […]




Living, Well-Being

5 บทเรียนชีวิตของสาววัย 20 ที่รู้อย่างนี้ทำไปตั้งนานแล้ว



เชื่อว่าพอเราได้ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ เรามักจะได้รับบทเรียนในการใช้ชีวิตไม่มากก็น้อย ผ่านการเผชิญมาเองบ้าง ฟังจากผู้มีประสบการณ์บ้าง หรือค่อยๆ ตกตะกอนได้กับตัวเอง

ไปดูกันเลยว่า 5 บทเรียนชีวิตของสาววัย 20 มีอะไรบ้าง 

ข้อที่ 1 ถ้าเริ่มมีความคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่น่าเวิร์ค อย่าพึ่งท้อ!

ลองกลับมาถามตัวเองว่า จริงเหรอ อย่าเพิ่งเชื่อสนิทใจไป หรือ ตัดสินมันทันทีว่าเราทำไม่ได้หรอก ให้คิดดูว่ามีทางออกอื่นๆ อีกมั้ย มองในมุมที่กว้างขึ้น สเต็ปออกมาก้าวนึง เช่น หากวิธีการทำงานเดิมๆ ปกติของเรามัน ให้ผลลัพธ์ที่ไม่ค่อยดีนัก ลองเปลี่ยนวิธีการทำงานดู อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมก็ได้ใครจะไปรู้ ยกตัวอย่างเช่น พอทำงานนี้แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่แนวของเราเลย ใช้ ‘ใจ’ ตัวเองแทน ‘ความคิด’ กลับมาดูใจตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น มีอะไรผิดพลาด หรือเป็นอุปสรรคตรงไหน แล้วเราสามารถแก้มันได้ไหม ถ้าพอจะแก้ได้ก็ทำไป แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ตัวเราเองไม่สามารถแก้มันได้ ก็แค่ยอมรับมัน เพราะเราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นดั่งใจเราหวังหรอก อย่าคาดหวังเยอะ

ข้อที่ 2 เวลามีปัญหา อย่าเก็บไว้คนเดียว 

ลองไปขอคำปรึกษาเพื่อน รุ่นพี่ อย่ามองปัญหาเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป การได้ฟังมุมมอง ความคิดเห็นจากบุคคลที่ 3 ที่มองเข้ามาจะต่างกับที่เรามองเห็นมันโดยสิ้นเชิง เพราะเขาได้มองในมุมที่กว้างขึ้น เปรียบเสมือนโค้ชที่อยู่นอกสนามแข่งขันยังไงหล่ะ เพราะเขามองเห็นกระบวนการเล่นของผู้เล่นของคน จึงสามารถชี้นำผู้เล่นได้ว่าควรจะต้องทำอย่างไรถึงจะชนะคู่แข่ง หรือเขียนเล่าเหตุการณ์ที่เราไม่สบายใจอยู่ลงไปในไดอารี่ก็ได้ หลักการเดียวกับ Mind Dumb เลย เขียนเล่าบรรยายความรู้สึกที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ออกมาแล้วให้เจาะจงด้วยว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ มีอะไรมากระตุ้นรึเปล่า เมื่อนั้นเราอาจรู้ว่าเห้ย~ จริงๆ สิ่งที่เราเครียดหรือกลุ้มใจอยู่มันอาจจะไม่ได้เยอะขนาดนั้นก็ได้ เมื่อนั้นเรื่องหนักใจต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ ก็จะหายไปและใจเราจะเบาลงเยอะเลย ลองดูนะ วันไหนที่รู้สึกอยากบ่นจัง เขียนมันออกมาเลย

ข้อที่ 3 ใจดีกับตัวเองเยอะๆ บอกกับตัวเองว่าเราสามารถเก่งขึ้นได้ 

การพูด การชม การให้กำลังใจตัวเองบ่อยๆ มันช่วยจริงๆ นะ เหมือนสมองมันจะค่อยๆ ซึมซับมันเข้าไปเอง เพื่อนเราเคยบอกว่า “ถ้าเราแค่เชื่อว่าเราทำได้ เราก็จะทำมันได้เอง” แล้วพอลองมีความคิดแบบนี้จริงๆ มันช่วยให้เรากล้าคิด กล้าทำ และมันก็สำเร็จได้จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดกดดันตัวเองจนเกินไป เราทุกคนมี Journey และ Pace ที่ต่างกัน และเราก็มีเส้นทางชีวิตเป็นของตัวเอง เราเข้าใจนะว่าพอเราไปเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนอื่นๆ ที่เขาอาจจะเก่งกว่า ได้ที่ทำงานดีกว่า จนเราอดด้อยค่ากับตัวเองไม่ได้ ขอให้เรารู้ไว้ว่า แข่งกับตัวเราเองในเมื่อวานก็พอ มีความรับผิดชอบกับเรื่องงานแล้ว ก็มีความรับผิดชอบกับเวลาพักของตัวเองด้วย ตั้งเวลานอนไม่ตอนไหน พยายามทำให้ได้ ให้ตัวเองได้มีความสุขกับสิ่งที่รักหรืออยากทำมาตลอด มันจะเป็นจะกำลังใจชั้นดีให้เราได้ดีทีเดียว

ข้อที่ 4 เวลาเจอเรื่องแย่ๆ เศร้าได้แต่อย่าเศร้านานนะ

ความเศร้าเป็นเรื่องปกติของชีวิต มันไม่คงอยู่ตลอดไป เชื่อไหมว่าข้อดีของความเศร้าคืออะไร ความเศร้าเป็นแรงกระตุ้นให้เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น บางครั้งเราอาจพบเจอกับปัญหาที่บ้าน ที่ทำงาน หรือสูญเสียคนที่รักไป หรือพึ่งไปอ่านสื่อที่ทำให้เราคิดมาก อย่าไปอินกับมันมากเกินไป แค่รับรู้มันก็พอ แล้วใจเราเบาขึ้น หรือแม้กระทั่งตอนอกหัก เศร้าได้เศร้าไปเหอะ ให้เวลาตัวเองได้เยียวยาบาดแผลในใจสักพัก และยอมรับความจริงว่าเออเราจะไม่มีเขาอยู่ในชีวิตแล้วนะ เขาก็แค่ไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับเราก็เท่านั้นเอง ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง โอบกอดตัวเองเยอะๆ ไม่มีใครดูแลเราได้ดีกว่าตัวเราเองแล้ว

ข้อที่ 5 เลือกช่วงเวลาทำงานให้ดี

คนเราทำงานได้ 3-5 ชมอย่างมีประสิทธิภาพ ดูว่า ตัวเองทำงานช่วงไหนแล้วรู้สึกสมองแล่นที่สุด เช่น บางคนอาจจะชอบทำงานช่วงเช้าหลังตื่นนอนเวลา 7:00-11:00น. ทำตอนท้องว่างหรือกินอิ่ม ทำที่บ้านหรือนอกบ้านแล้วงานเดินกว่ากัน นอกจากจะช่วยเซฟเวลาแล้วยังเซฟพลังงานของเราได้ด้วยนะ และที่สำคัญ หาช่วงเวลาพักสายตา ร่างกายด้วย มันไม่สำคัญว่าเราจะใช้เวลาไปกับการทำงานมากแค่ไหน มันสำคัญที่ว่า ถ้าช่วงเวลานั้นถึงแม้จะสั้นแต่มีประสิทธิภาพก็เพียงพอแล้ว


อ่านเรื่องราวอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ทาง CleoThailand หรือ FB: @CleoThailand

More

[ajax_load_more posts_per_page='6']