Solne คลินิกบิวตี้ที่รักตั้งแต่สัมผัสแรก เรียบง่าย ใส่ใจ ละเมียดที่สุด!

ถามพี่เอ๋บอกอคลีโอว่า ตอนนี้ชอบบิวตี้ คลีนิกอะไรที่สุด พี่เอ๋บอกว่าต้อง SOLNE เลย ปกติพี่เอ๋ไม่ค่อยทำหน้าอะไรนะ เลยอยากรู้ว่าซอล์นดียังไง พี่เอ๋เลยเขียนมาให้ โหววว ละเมียดจนต้องตามๆๆๆ เท่านั้น! เอาจริงๆ ปกติไม่ค่อยทำอะไรกับหน้าเท่าไหร่ ไม่ฉีด ไม่อัลเธอร่า เวลาคนชวนไปทดลองบิวตี้ดีๆ ก็จะขอแค่นวดหน้า แล้วก็เชื่อด้วยว่านวดหน้าดีๆ น่ะ หน้ายก หน้าเด็กลงได้จริง ล่าสุดคลินิกที่รักๆๆๆๆ เลยก็คือ Solne ซอล์นอยู่ที่ตึกมหานคร ความรู้สึกแรกคือซอล์นมีกลิ่นอายเกาหลีที่หรูเล็กๆ และสบายมาก ซอล์นหอม ผ่อนคลาย และพลังงานนุ่มนวล เจอกับคุณชิ้น-ณัชพล แซ่ตั้น ฟาวเดอร์ที่ยังหนุ่มมากๆ กับน้องที่ฟรอนท์ ความเย็นสบายของทุกคน ก็ทำทุกสิ่งในใจโทนดาวน์ลงทันที “อยากให้ที่นี่เป็นที่ที่ได้เข้ามาพักผ่อน เข้ามาแล้วปรับโลกรอบตัว ให้ออกไปแล้วมั่นใจขึ้น” คือคำอธิบายความเป็นซอล์นจากคุณชิ้น ซอล์นมีแสงเดย์ไลท์ล้อมรอบ โทนสีเบจไล่ไปจนน้ำตาลของซอล์น คือเฉดสีผิวของทุกคนในความหมายของซอล์น ต้อนรับด้วยความนุ่มนวลของพนักงาน เครื่องดื่ม ช็อคโกแลตที่จัดวางมาประหนึ่งว่าเราสำคัญที่สุด ซอล์นทำให้เรารู้สึกว่ามีใครกำลังดูแลเราอยู่ จนเราเปิดประตูของกายและใจ พร้อมรอรับทุกสัมผัสจากซอล์น ซอล์นดูแลผิวหน้าตั้งแต่ระดับทรีทเมนท์ สปา ปัญหาสิว ยกกระชับ  จัดการจุดด่างดำ […]

เที่ยวแบบไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณ เหม่อล้างใจมองแต่แม่น้ำ แพที่ River Kwai Jungle Rafts กาญจนบุรีเท่านั้น!

ความดิบของธรรมชาติที่เรียบที่สุด อยู่แบบไม่มีไฟฟ้า ไม่ต้องใช้โทรศัพท์ นั่งเหม่อมองแม่น้ำล้วนๆ ที่สุดแห่งแพที่ River Kwai Jungle Rafts กาญจนบุรี ที่นี่ล้างทุกอย่างออกจากใจเราได้ราบคาบ!! ไม่คิดว่ามานอนแพแค่ 1 คืนกับความไม่มีอะไรเลยของที่นี่ จะทำให้เราติดความดิบของธรรมชาติ และโทนดาวน์ทุกสิ่งได้ถึงเพียงนี้ River Kwai Jungle Rafts อาจเป็นสถานที่ในฝันของชาวต่างชาติก็จริงนะ แต่กับสาวชาวเมืองที่ใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา โหยหาอาหารดีๆ รักในความเย็นของห้องแอร์ ดู Netflix ต้องไปคาเฟ่ ฮอปปิ้ง ใครมาที่นี่อาจต้องใช้เวลาทำใจหนักๆ เลย ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบที่เรามี มาอยู่ที่นี่ต้องรับความดิบให้ได้ มีสายน้ำเป็นเพื่อนเท่านั้น ที่นี่เป็นแพลอยน้ำในกาญจนบุรีแถวๆ ไทรโยค แพ้นี้สร้างเป็นแพแรกของเมืองกาญจน์ สร้างมาตั้งแต่ปี 1976 สร้างโดยชาวฝรั่งเศส และมีชุมชนชาวมอญขับเคลื่อน เป็นแพที่เป็นที่รู้กันว่ามาที่นี่จะได้รับแต่ความดิบที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด บอกเอาไว้ชัดว่าไม่มีไฟฟ้าใช้นะ แปลว่าตอนกลางคืนเราจะอยู่ในความมืดสนิท แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ไม่มีไฟ สิ่งที่แพนี้มีให้ก็คือตะเกียงน้ำมันตั้งไว้ข้างหน้าห้อง กับตะเกียงหลอดไฟสีขาวที่มีแสงไม่มากนัก แล้วก็ไฟฉายเล็กๆ แค่นั้นเลย ที่นี่คือหัวใจของชาวมอญในกาญจนบุรี ชาวมอญจะทำงานที่นี่ ดูแลที่นี่กัน มาถึงแพเราจะเห็นสาวมอญกับผ้าซิ่นป้ายแป้งผัดหน้าทานาคา หนุ่มมอญใส่โสร่งหน้ามนออกมาต้อนรับ […]

Smur Cafe เสมอคาเฟ่ บ้านหลังเล็กๆ ที่เรากลับไปพักใจ “เสมอ”

“ถ้าเรามีที่ให้พักใจ ให้เพื่อนแวะมาหาเสมอ เป็นที่ที่อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านก็คงจะดี” นี่คือความคิดก่อนที่พวกเขาจะเปิดคาเฟ่ที่ชื่อว่า smur cafe (เสมอ) ที่อยากทำให้คาเฟ่นี้เป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่กลับมาพักใจได้เสมอ จากกลุ่มเพื่อน 5 คนที่โคจรมาเจอกันจนรวมตัวและสร้างคาเฟ่นี้ขึ้นมา เสมอ คาเฟ่ เกิดการการโคจรมาเจอกันของ ปัน ซินเซีย แพม บาส และแอมเม่ รวมตัวกันและสร้างคาเฟ่นี้ขึ้นมา โดยทั้งหมดเริ่มมาจาก “ปัน” ที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่เคยทำร้านแกแฟ specialty มาก่อน ทำให้เขาได้ซึมซับและเรียนรู้วิธีการทำกาแฟอย่างละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรก และความชอบในกาแฟของปันก็เพิ่มมากขึ้น ปันเลยอยากหาเพื่อนที่มีความสนใจเรื่องกาแฟมาเป็นของตัวเองด้วยกัน ปันจึงเริ่มจากการชวน “ซินเซีย” ที่เป็นแฟนมาก่อน ตามมาด้วย “แพม” น้องสาวของปัน และ “บาส” ที่เป็นแฟนแพม และคนสุดท้ายคือ “แอมเม่” ซึ่งเป็นเพื่อนของแพม การรวมตัวกันของ 5 คนนี้จึงไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์แบบกลุ่มเพื่อนทั่วๆ ไป แต่มีทั้งเพื่อน แฟน พี่น้อง อยู่ในนี้ ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าใจกันในทุกรูปแบบ  Smur Cafe บ้านหลังเล็กๆ ที่เรากลับไปพักใจ […]




Love

รักมากี่ครั้ง ก็จบด้วยน้ำตา แต่ครั้งนี้.. “ฉันจะไม่ยอม”

Broken heart

คำอันศักดิ์สิทธิ์ที่เขาบอกว่า “ถ้าคุณลัคกี้ อิน เกม คุณจะไม่ลัคกี้ อิน เลิฟ” คุณอาจเป็นตัวท้อปเรื่องงานนะ แต่บอกเลยว่าเรื่องความรักแทบจะดิ่งลงเหว หรือการที่ถูกหมอดูจ้องหน้าแล้วพูดประโยคว่า “เธอเป็นคนเก่งนะ แต่ทำไมว้าเหว่อย่างนี้” ฟังแรกๆ ก็แอบยิ้มในใจ อะ อย่างน้อยเราเก่ง แต่พอผ่านไปสิบปี สิบห้าปี อายุเริ่มเข้าสามสิบปลาย ไปสี่สิบต้น ไม่สนุกละ หรือ

“เราไม่มีโชคเรื่องความรักจริงๆ”

จากมีแฟน มีความรักในวัยยี่สิบ วัยสามสิบ รักผู้ชายมาก็ไม่ได้เยอะมาก ไม่เกิน 3 คนนะ แต่พังหมดทุกคน เข้าใจเขาก็แล้ว ทำดีก็แล้ว ไม่ตาม ไม่เยอะ แต่สุดท้ายเขาก็บอกเลิกเฉยๆ บ้าง ทะเลาะกันจนต้องเลิกบ้าง หรือโทรศัพท์เด้งกลางดึก เขากำลังอยู่กับคนอื่น ถามว่าเป็นตราบาปในใจมั้ย เข็ดมั้ยกับความรัก ไม่เข็ดนะ แต่ก็ไม่เซลฟ์แล้ว

อายุน้อยๆ หัวใจยังมีความยืดหยุ่นสูง ยังพอรับมือได้นะ แต่พอแตะเลขสี่ปั๊บ ถ้ายังรักษาใจไม่ดี ใจยังหาทางเดินกลับเข้าไปไม่ได้เวลามีความรัก และลึกๆ ยังไขว่คว้าอยากมีใครอยู่ คราวนี้ถ้าดันมาเจอรักที่พังอีกครั้ง บอกเลยว่าน้อตทุกตัวในร่างมันค่อยๆ ร่วงต่ำลงดิน  หัวใจอ่อนยวบกว่าทุกครั้ง คิดมาก เวิ่นเว้อกับตัวเอง มองโลกแง่ร้าย และซึมเศร้าไปเลย

“หรือเราไม่ดีจริงๆ นะ”

“หรือเราแก่”

“หรือเราไม่สวยพอ”

แล้วการที่ไปจับได้ว่าแฟนเราไปอัพเดทโพรไฟล์ในเดทติ้ง แอพ ในขณะที่คบเราอยู่ ใครจะรับได้กันเหรอ? เห็นแต่ต้องทำเป็นนิ่ง ไม่นะ โลกสอนว่าอย่าเพิ่งโวยวาย เฉยไว้ก่อน แต่ใจเร่าๆ ไม่มีความสุขเลย ปากยิ้มให้เขา แต่ตาแข็งมาก เกิดเป็นความกลัวจี๊ดขึ้นมาทันที 

“แล้วเราจะหาคนที่รักเรา แล้วเรารักได้อีกมั้ย”

กลัวหาใครไม่ได้ ไม่อยากอยู่คนเดียว เพราะก็หลอกตัวเองไม่ได้อีกเหมือนกัน ว่าเราชอบมีความรัก อยากรักคนอื่น แต่ก็รู้ว่าตัวเราไม่ง่าย ไม่ได้ชอบคนง่ายๆ กว่าจะเจอคนนี้ก็ใช่ที ใช้เวลาเป็นปีๆ

พอรักคนยาก แล้วดันเจอ แล้วรู้สึกว่าเราอยู่กับคนนี้ไปได้เรื่อยๆ สำหรับเราเขาคือติ๊กถูกทุกข้อ เรามีภาพเขาในอนาคตอยู่ในหัว พอเลิกปุ๊บ ภาพมันถูกฉีก ใจนี่ขาดวิ่นไม่มีชิ้นดีเลย โลกพังทลาย ภาพฝันดับสิ้น  “ทำไมเราต้องเจออีก ทำไมต้องร้องไห้ ทำไมไม่ลงตัว” แล้วก็กลัวว่าจะไม่เจอคนที่ใช่แบบเขา  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เลิกกับแฟนนะ แต่เจ็บมาก แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องเสียใจมากขนาดนี้

เท่าที่วิเคราะห์กับตัวเอง คือมันเกี่ยวกับความมั่นคงในใจเรา ตกลงคือยังไง? เพราะเราแก่ขึ้น เราถึงกลัวหรือเปล่า? แต่ความแก่ขึ้น เราก็มีสติขึ้นนะ ดีขึ้นทุกเรื่องในชีวิต ยกเว้นอย่างเดียวคือเรื่อง ความรัก…..

ได้คุยกับนักจิตบำบัด เพื่อนที่เชี่ยวเรื่องนี้ อาจารย์สอนนั่งสมาธิ คุยกับพระก็คุย ปัญหาของเราคือ

“เราชอบเอาภาพฝันว่าต้องมีใครเข้ามาในตัวเรา”

และเราไม่ค่อยยอมรับความจริงว่า “อยู่คนเดียวก็มีความสุขได้” จะเถียงตลอดว่า “ไม่ได้” ฉันต้องมีให้พร้อมสิ พระอาจารย์บอกว่า “คนเราไม่ได้เกิดมา จะมีโชคทุกด้าน” เราก็ไม่ยอมรับ ทำไมล่ะ นี่เรื่องเบสิคเลยนะเรื่องมีคู่เนี่ย ก็ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ใช่เหรอ? แล้วอีกอย่างที่ไม่เคยยอมรับก็คือ “ถ้าเขาและเราใช่ต่อกัน รักกันแล้ว ทำไมเราปรับกันไม่ได้ ทำไมต้องเลิก” เราไม่เคยเข้าใจคำว่า “อยู่ดีๆ ก็หมดเวลากันได้” ไม่เข้าใจเลย

ที่ซ้ำเติมตัวเองเข้าไปอีกคือ เราคิดว่าถ้าเรื่องความรักเราดีสักที ชีวิตจะดีหมด จะได้ไปทำอย่างอื่นแล้ว เราเหมือนรอให้เรื่องนี้ลงตัวก่อน เราลืมอะไรไปเยอะมากๆ แล้วพอมาได้ฝึกเรื่องการดึงใจของตัวเองกลับมา กับฝึกยอมรับความจริง ฝึกไม่ให้ดำดิ่ง ไม่ให้คิดฝันไปไกล ฝึกให้อยู่กับความจริงที่เรามี ไม่อยากเชื่อว่ามายด์เซ็ตทุกอย่างมันค่อยๆ เปลี่ยน

มันมีความรู้สึก “ยอม” เกิดขึ้นในใจทันที เด็กดื้อที่มัวแต่กระโดดอยากมีความรัก อยากมีคนดีๆ ในชีวิต ดูสงบลง แล้วเริ่มหันไปมองโลกทางอื่น เห็นแล้วล่ะว่าพลังใจของเรา ไม่จำเป็นต้องทุ่มแต่เรื่องความรัก แค่เปลี่ยนโฟกัสไปตั้งใจทำอย่างอื่นมากขึ้น

ยอมออกจากพื้นที่แห่งความฝันนี้ พอได้ก้าวออกมาเป็น เรากลับโล่ง และมีความสุขกับตัวเองได้

นึกถึงเรื่องความรักพังๆ ของตัวเอง น้ำตาไม่ไหลแล้ว เลิกโทษตัวเอง “ฉันนี่ล่ะสวย” “ฉันแซ่บด้วยนะ” กลายมาเป็นความเข้าใจตัวเราในมุมใหม่ เราไม่เคยรู้เลยว่า ในสายตาของเพื่อนๆ เราเป็นเพื่อนที่อยู่ในใจเขา

จากแต่ก่อนเวลารักพังๆ เรามักจะหนี ต้องเดินทาง ต้องไปที่ไกลๆ ไปล้างใจให้หมด หรือหนีไปกินเหล้ากับเพื่อนเกือบทุกวัน หนีจนไม่ทันมองว่า ไม่ต้องไปไหนก็ได้ เพราะทั้งหมดมันอยู่ในใจ แค่นั่งเฉยๆ แล้วปะทะกับความทุกข์ตรงๆ เจ็บก็คือรู้ว่าเจ็บ ไม่ได้ก็คือยอมรับว่าไม่ได้ ทำไมเราต้องไปลัลล้ากลบเกลื่อน เอาหอไอเฟล ทุ่งลาเวนเดอร์มาเยียวยาให้เปลืองเงินด้วย ถ้าจะไปก็ควรไปเพราะอยากดูโลกจริงๆ มากกว่าให้โลกเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้ใจเหมือนมีเพื่อน

“กลับมาที่ใจเรา” พอความคิดจะเตลิด ความเจ็บกำลังผุดขึ้นๆ ถ้าเราแค่ใส่เสียงเพิ่มเข้าไป “ไม่เป็นไร เจ็บก็รู้ไว้ เดี๋ยวก็หายนะ” อยู่กับมันไป สังเกตตัวเองด้วยว่า อ้าว! ก็อยู่ได้นี่ ไหนเคยตีอกชกหัวว่า ถ้าไม่มีใครเราต้องแย่แน่ๆ ไม่แย่นี่นา พลังใจ แรงฮึดก็จะค่อยๆ มา เหมือนเรากำลังสู้กับตัวเราเอง แล้วบางทีการสู้ ไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ยุ่ง ไม่ต้องสาดงาน ไม่ต้องปั่นจักรยานเอาชนะร่างกาย เราแค่อยู่กับความเจ็บไป แล้วทำชีวิตให้เหมือนเดิม

ไม่อยากเชื่อว่า.. แค่ไม่ต้องพยายามจะรอดให้เร็วน่ะ มันดีต่อใจมาก การไม่ฝืนคือไม่เหนื่อยเพิ่ม แล้วพอจัดการตบความคิดเวิ่นๆ ไร้ความจริงออกไปได้ ยอมอยู่แบบคนไม่ได้นี่ล่ะ มันกลับโอเคแฮะ ไม่เชื่อเลยว่าจากที่เรามีความตั้งใจ “ฉันต้องมีใครให้ได้” มันเปลี่ยนมาเป็น “ฉันอาจไม่มีโชคเรื่องความรักก็ได้” แทนทันที พอมันผ่อนคลายแล้วยอมรับ ก็เลยไม่คาดหวังอะไร เบาลงมาก แล้วอยากจะหัวเราะดังๆ กับตัวเอง โชคเรื่องอื่นเข้ามาเลย ได้งานดีๆ มีเพื่อนใหม่น่ารักๆ คุยกับใครก็ขำๆ ขึ้น สบายใจจัง แล้วเลิกคิดไปเลยว่าเราต้องมีใครก่อนจะแก่ เอ! เอาจริงๆ เราไม่ต้องนอนจับมือใครก็ได้นี่นา ไปเจอความสุขเล็กๆ น้อยๆ เยอะขึ้นอีก

เหมือนชีวิตเรียกว่าหักมุม

แต่ก็มีคนแนะนำว่า บางทีอาจต้องยอมให้ตัวเองพังกว่านี้ ถ้าเกิดยังนิ่งไม่ได้ ยังดิ้นรนกับตัวเองอยู่ คือบางทีเราจะไม่นิ่งเลย มันเป็นบางวันที่ขั้นตอนการเยียวยาตัวเองของเรา เหมือนมันหมุนไปข้างหน้า มันเหมือนคลื่น บางวันขึ้นสูง บางวันตก แต่ที่แน่ๆ เราจะไม่ถอยหลัง รู้เลยว่าต้องตามสติให้ทัน แล้วการยอมรับว่า “เขาไม่ได้รักเราแล้ว” มันดีมาก นี่คือความจริงนี่นา

พอเริ่มดึงตัวเองได้ ถึงจะมีร้องไห้บ้าง มันเปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ร้องไห้เพราะคำถาม ทำไมๆๆๆ แต่ร้องเพราะเราต้องเอามันออกมาอีก ออกมาอีก ความเสียใจคือการปล่อยออกแทน แล้วเรามีแก่นของตัวเองใหม่ด้วยนะว่า เราอยากสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ไม่อยากให้พังหนักๆ อีกแล้ว อยากให้ตัวเองพูดได้เต็มปากว่า ฉันอยู่คนเดียวได้แล้ว ก็เลยพยายามดูแลตัวเอง กินน้ำเยอะๆ กินอาหารดีๆ อ่านหนังสือ ตั้งใจทำงาน ให้เรามั่นคงกับตัวเอง และได้ทำสิ่งที่เคยฝัน คิดเลยว่าถ้าเรามีฝัน แล้วทำมันได้จริง นั่นก็ความหมายหนักๆ ให้ชีวิตเราแล้ว ไฟมาทันทีเลย

คำว่า “ฉันจะไม่ยอมพังอีก” และ “ฉันยอมรับความจริง” เหมือนขัดแย้งนะ แต่เราว่ามันเบลนด์ด้วยกันแหละ กอบกันขึ้นมาเป็นเราหัวใจใหม่ มั่นใจกับตัวเองเลยว่า ครั้งนี้เราเปลี่ยนไป เจ็บหนักต้องไม่มี

เหมือนเรามีหัวใจใหม่ และได้เข้าใจหัวใจนั้นแล้ว

#CleoLove

More