เที่ยวแบบไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณ เหม่อล้างใจมองแต่แม่น้ำ แพที่ River Kwai Jungle Rafts กาญจนบุรีเท่านั้น!

ความดิบของธรรมชาติที่เรียบที่สุด อยู่แบบไม่มีไฟฟ้า ไม่ต้องใช้โทรศัพท์ นั่งเหม่อมองแม่น้ำล้วนๆ ที่สุดแห่งแพที่ River Kwai Jungle Rafts กาญจนบุรี ที่นี่ล้างทุกอย่างออกจากใจเราได้ราบคาบ!! ไม่คิดว่ามานอนแพแค่ 1 คืนกับความไม่มีอะไรเลยของที่นี่ จะทำให้เราติดความดิบของธรรมชาติ และโทนดาวน์ทุกสิ่งได้ถึงเพียงนี้ River Kwai Jungle Rafts อาจเป็นสถานที่ในฝันของชาวต่างชาติก็จริงนะ แต่กับสาวชาวเมืองที่ใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา โหยหาอาหารดีๆ รักในความเย็นของห้องแอร์ ดู Netflix ต้องไปคาเฟ่ ฮอปปิ้ง ใครมาที่นี่อาจต้องใช้เวลาทำใจหนักๆ เลย ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแบบที่เรามี มาอยู่ที่นี่ต้องรับความดิบให้ได้ มีสายน้ำเป็นเพื่อนเท่านั้น River Kwai Jungle Rafts เป็นแพลอยน้ำในกาญจนบุรีแถวๆ ไทรโยค แพ้นี้สร้างเป็นแพแรกของเมืองกาญจน์ สร้างมาตั้งแต่ปี 1976 สร้างโดยชาวฝรั่งเศส และมีชุมชนชาวมอญขับเคลื่อน เป็นแพที่เป็นที่รู้กันว่ามาที่นี่จะได้รับแต่ความดิบที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด บอกเอาไว้ชัดว่าไม่มีไฟฟ้าใช้นะ แปลว่าตอนกลางคืนเราจะอยู่ในความมืดสนิท แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ไม่มีไฟ สิ่งที่แพนี้มีให้ก็คือตะเกียงน้ำมันตั้งไว้ข้างหน้าห้อง กับตะเกียงหลอดไฟสีขาวที่มีแสงไม่มากนัก แล้วก็ไฟฉายเล็กๆ แค่นั้นเลย ที่นี่คือหัวใจของชาวมอญในกาญจนบุรี […]

Smur Cafe เสมอคาเฟ่ บ้านหลังเล็กๆ ที่เรากลับไปพักใจ “เสมอ”

“ถ้าเรามีที่ให้พักใจ ให้เพื่อนแวะมาหาเสมอ เป็นที่ที่อบอุ่นเหมือนอยู่บ้านก็คงจะดี” นี่คือความคิดก่อนที่พวกเขาจะเปิดคาเฟ่ที่ชื่อว่า smur cafe (เสมอ) ที่อยากทำให้คาเฟ่นี้เป็นเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ที่กลับมาพักใจได้เสมอ จากกลุ่มเพื่อน 5 คนที่โคจรมาเจอกันจนรวมตัวและสร้างคาเฟ่นี้ขึ้นมา เสมอ คาเฟ่ เกิดการการโคจรมาเจอกันของ ปัน ซินเซีย แพม บาส และแอมเม่ รวมตัวกันและสร้างคาเฟ่นี้ขึ้นมา โดยทั้งหมดเริ่มมาจาก “ปัน” ที่ชอบดื่มกาแฟอยู่แล้ว ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่เคยทำร้านแกแฟ specialty มาก่อน ทำให้เขาได้ซึมซับและเรียนรู้วิธีการทำกาแฟอย่างละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรก และความชอบในกาแฟของปันก็เพิ่มมากขึ้น ปันเลยอยากหาเพื่อนที่มีความสนใจเรื่องกาแฟมาเป็นของตัวเองด้วยกัน ปันจึงเริ่มจากการชวน “ซินเซีย” ที่เป็นแฟนมาก่อน ตามมาด้วย “แพม” น้องสาวของปัน และ “บาส” ที่เป็นแฟนแพม และคนสุดท้ายคือ “แอมเม่” ซึ่งเป็นเพื่อนของแพม การรวมตัวกันของ 5 คนนี้จึงไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์แบบกลุ่มเพื่อนทั่วๆ ไป แต่มีทั้งเพื่อน แฟน พี่น้อง อยู่ในนี้ ซึ่งทำให้พวกเขาเข้าใจกันในทุกรูปแบบ  Smur Cafe บ้านหลังเล็กๆ ที่เรากลับไปพักใจ […]

ความรักของ 12 ราศี ราศีไหนแมทช์กันได้ดีที่สุด? และราศีไหนรักแล้วอาจไม่เวิร์ค?

อาจจะซับซ้อนกว่าการทำนายดวงตามธรรมดานะ จะหาคู่แมทช์ราศีที่รักกันเริ่ดน่ะ แต่รู้ไว้ก็ฟินๆ ดีออก เป็นมั้ยเวลารู้จักใครใหม่ๆ ถ้าเรามีความมูเตลูอยู่บ้าง เราจะอยากรู้ราศีเขาว่าเข้ากับเรามั้ย ก็จะต้องรู้ให้ได้ตอนไปเดทกัน แล้วไปค้นหาความหมายต่อ รู้ไปถึงบุคลิก นิสัย จิตใจด้วยว่าเราจะเข้ากับเขาได้มั้ย มีการจัดความแมทช์กันของชาว 12 ราศีมาแล้วมากมาย คลีโอขอสรุปรวบตึงอีกครั้งว่า ราศีไหนแมทช์กันได้ดีที่สุด? และราศีไหนรักกันแล้วอาจไม่เวิร์ค? ลองดูนะ ราศีจะถูกกำหนดตามวันเกิดของคุณ ตามที่อยู่ เวลา เกิดของคุณเพื่อแสดงให้เห็นบุคลิกหลัก มีอีกเทคนิคที่ใช้กันคือความเข้ากันได้ของธาตุด้วย ว่าเราจะเข้ากับธาตุไฟ ดิน ลม หรือน้ำได้ดีที่สุด เรื่องของดวงดาวในการคำนวณ จะช่วยอะไรได้เยอะ จะรู้ว่าเราจะมีความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้ไหม ถ้าอยู่ด้วยกันจะเป็นพิษไหม ดูตามสัญญาณของดวงอาทิตย์ ดูองค์ประกอบต่างๆ สัญลักษณ์ของดวงดาว ความรักเป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้น น่ากลัว และทรงพลัง จักรวาลบางครั้งก็ส่งสัญญาณมาบอกแล้ว การประเมินที่แม่นยำที่สุดจะต้องมาจากประสบการณ์ชีวิตที่จกรวาลมอบให้คุณด้วย ขอให้สนุกกับการอ่านคำทำนายนี้นะ ว่าใครจะเป็นราศีที่เข้ากันได้ดีที่สุดของคุณ จำไว้ด้วยว่าทุกความสัมพันธ์ต้องอาศัยการเคารพซึ่งกันและกัน การปรับจูนกัน ต้องทำงานร่วมกัน และไว้วางใจกันเป็นอย่างดีด้วย Aries ราศีเมษ ราศีเมษเป็นราศีแรกของจักรราศี ขึ้นชื่อเรื่องพลังร้อนแรง ความหุนหันพลับแล่นที่น่าตื่นเต้น และความปรารถนาที่ไม่รู้จักพอ ออกเดทกับชาวเมษในวันที่เหมาะ จะเหมือนกับการต้องผูกมิตรกับนักรบที่ดุร้ายและไม่มีใครหยุดเขาได้ แต่ในวันที่เลวร้ายความตั้งใจอันแรงกล้าและอารมณ์ฉุนเฉียวของชาวเมษ […]

อาจารย์เกรซ และศาสตร์โหงวเฮ้งเสริมความงามที่บอกเราว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยตัวเรา

“โหงวเฮ้งไม่ใช่แค่โครงหน้า แต่เริ่มตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้า” นี่คือประโยคจาก อาจารย์เกรซ ธนบงกช ศิริพัฒน์กิตติ จากผู้หญิงทำงานไอที สู่ธุรกิจโหงวเฮ้งเสริมความงาม ที่ทำให้เราเปิดโลกเรื่องโหงวเฮ้งและความงาม และทำให้เรารู้ว่าคำว่าโหงวเฮ้งนั้นมีอะไรมากกว่าที่เราคิด และสิ่งนี้สำคัญต่อชีวิตเราจริงๆ บางครั้งโอกาสและโชคลาภนั้นก็มาจากราศีและโหงวเฮ้ง ซึ่งสิ่งนี้สามารถสร้างได้จากตัวเราเองทั้งภายในและภายนอก อยากให้ทุกคนได้เปิดโลกกับเราไปพร้อมๆ กัน ย้ำอีกครั้งว่าเรื่องโหงวเฮ้งไม่ใช่เรื่องของการงมงาย แต่คือการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ประสบความสำเร็จ และมีความสุขในทุกวัน




Beauty

Always Fluke เมคอัพอาร์ทิสต์ มือหนึ่งแต่งหน้าเจ้าสาว กับ 28 ปีในวงการบิวตี้

Always Fluke

ฟลุค ชูสุวรรณ  หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Always Fluke คือเพื่อนสายอินฟลูเอนเซอร์ที่รู้จักกับคลีโอมานาน เราเจอกันตั้งแต่ตอนนั้นวงการบล้อกเกอร์ยังไม่เป็นที่รู้จักเลยดีกว่า ฟลุคคือผู้ชายผมสีเงิน มัดผมหลวมๆ ไว้ที่ท้ายทอย กับเคราเล็กๆ บนริมฝีปากเขา คาแร็คเตอร์เขาถ้าไม่รู้จักจะนึกว่านี่คือดีไซเนอร์ญี่ปุ่นแน่นอน สิ่งหนึ่งที่ฟลุคเป็น และยังคงเป็นตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอคือ ฟลุคชอบคนสวยธรรมชาติ ชอบให้ผู้หญิงอย่าเปลี่ยนตัวเอง แต่ดึงจุดเด่นของคุณขึ้นมา

นความเป็นฟลุค Always Fluke

เวลาฟลุคเจอใคร คนชอบถามเขา “พี่ฟลุคๆๆๆ หน้าหนูต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง” เขาก็จะเอียงคอ คิดนิดหนึ่ง และบอกออกมาด้วยความจริงใจ ถ้าเปิดกว้างพอ และรับสิ่งที่เขาบอกมาตรงๆ ได้ เอาไปปรับตามที่เขาแนะนำ คอนเฟิร์มเลยว่าจะต้องเห็นหน้าตัวเองแบบที่ไม่อยากจะเชื่อว่า เราเปลี่ยนแค่นี้ สวยขึ้นได้ขนาดนี้เลยหรือ?

แต่กว่าจะมาเป็นฟลุคในวันนี้ที่รู้ชัดในตัวเอง ว่ารักและถนัดอะไร และยังมีแบรนด์ที่ปั้นขึ้นมาเองเพิ่มของเขา ฟลุคต้องผ่านเส้นทางชีวิตที่ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะมาเป็นบล้อกเกอร์เลยนะ และเขาไม่ได้เรียนมาทางนี้ ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมาสายอาชีพนี้ เขาคือหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ที่เกิดตอนที่เทรนด์บล้อกเกอร์บูมๆ ฟลุคคือรุ่นแรก และผ่านมาจนถึงวันนี้สองทศวรรษ เขาก็ยังอยู่ เป็นที่รักของลูกเพจและแบรนด์ที่สนับสนุนเขา ถ้าจะเซิร์ชหาเมคอัพ อาร์ติสท์เทพๆ สักคนในไทย เขาคือท้อป ลิสต์ที่ไม่รู้จักไม่ได้เลย เรามารู้จักผู้ชายคนนี้ด้วยกันกันอีกครั้งนะ

ย้อนกลับไปสมัยเรียนหนังสือ จริงๆ ฟลุคจบนิติศาสตร์นะ เขาเรียนเหตุและผลมา แต่พอเรียนจบกลับฝันอยากเป็นคนขายรถยนตร์ “ชอบรถมากๆ ฝันเลยว่าอยากขายรถ แต่ไปสมัครมาทุกโชว์รูมก็ไม่มีใครรับ” ฟลุคเลยทำตามแม่บอกว่า อย่างนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทแล้วกัน เขาเรียนโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ถ้าจะให้ทำงานตรงกับที่เรียนที่สุดก็คือ ต้องไปทำงานรัฐ แล้วต้องเวิร์คทุกอย่างเพื่อให้ได้ประโยชน์แก่ส่วนรวมที่สุด

หลังเรียนจบปริญญาโท ฟลุคก็ลองไปสมัครงานอีก แล้วก็ไม่มีโชคเลยสักที่ คราวนี้เขาเริ่มคิดกับตัวเองแล้วว่า เขาชอบอะไรกันแน่ “นั่งคิดจริงจังเลย เออ เราไม่ชอบงานนั่งโต๊ะ เราเป็นคนชอบสอน ก็เลยคิดว่าเป็นอาจารย์แล้วกัน” ฟลุคไปสมัครงานที่แรกเป็นอาจารย์ คราวนี้เขาได้งานทันที สอนวิชากฏหมายเบื้องต้น กับรัฐประศาสนศาสตร์ เขาเป็นอาจารย์ไป 7 ปีเต็ม

“ก็ชอบนะ ชอบตอนที่เด็กที่เราสอน กลับมาบอกว่าสิ่งที่เราสอนมันมีประโยชน์กับเขาจริงๆ นั่นคือเป็นคุณค่าของความเป็นอาจารย์สำหรับเราเลย แต่เราก็รู้ว่าเราไม่ใช่อาจารย์สายวิชาการนะ เราเป็นอาจารย์แนวอินดี้ๆ สไตล์เรา แล้วเราจะสอนจากความเข้าใจของเด็ก คือนึกจากตัวเขาว่าทำยังไงให้เขาเข้าใจ เรารู้ว่าถ้าเรียนอะไรแล้วมันไม่เข้าใจ มันจะแย่มาก” ตอนนั้นรายได้ของเขาคือเดือนละเจ็ดพันกว่าบาท ฟลุคเป็นอาจารย์ก็จริง แต่เขาก็ยังชอบงานอดิเรกเรื่องรถอยู่ เขามีแก๊งค์รถที่ชอบเหมือนๆ กัน และบังเอิญว่าหนึ่งในคนในแก๊งค์ชวนเขาไปทำงานสายใหม่ ที่เขาไม่เคยอยู่ในสารระบบสักนิด ฟลุคเดินทางเข้ามาสายออนไลน์ก็ตอนนี้เอง

ฟลุคได้ทำงานเป็นคนทำออนไลน์ในแผนกพีอาร์ของศูนย์การค้า ตอนนี้ล่ะทำให้เขาได้พบกับผู้เช่า และได้รู้จักกับแบรนด์บิวตี้ต่างๆ จนได้ย้ายไปเป็นเทรนนิ่งให้กับ Nars ฟลุคบอกว่าถือเป็นความบังเอิญที่เป็นโชคให้เขา ความชอบในรถนำพาเขาให้รู้จักคนชอบรถเหมือนกัน และเขานำพาฟลุคต่อเข้าไปใกล้กับตัวตนเขาที่สุด 

ถามว่าแล้วตอนไหนนะที่จุดประกายความชอบแต่งหน้าให้ฟลุค เขาบอกว่าเริ่มมาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว “ตอนอยู่ปี 2 เราไปอยู่ชมรมศิลปะการแสดง แล้วช่วยเขาทำอะไรไม่ได้เลย เหลือแต่งหน้า ก็ลองไปทำดู ปรากฏว่าหลังจากนั้นก็มีคนให้ช่วยแต่งหน้ามาตลอด จนขยับมาแต่งให้คนรับปริญญา แต่งไปเยอะเลย กลายเป็นอาชีพเสริมอีกอาชีพไป คนก็เลยปากต่อปาก ทำให้เราได้ฝึกมือมาตลอด”

จากงานออนไลน์ในศูนย์การค้า กับประสบการณ์แต่งหน้าที่สะสมมา ตอนนั้นยังไม่มีใครเชี่ยวชาญโลกออนไลน์เท่าไหร่ แล้วอยู่ดีๆ ก็เกิดการระเบิดของ “ห้องแป้ง” ในพันธุ์ทิพย์เกิดขึ้น ห้องแป้งดังขึ้นเรื่อยๆ ดังจนแบบใครที่ชอบบิวตี้จะต้องเข้าไปอ่านก่อนซื้อ แล้วตอนนี้ล่ะที่ฟลุคมีความคัน เขาได้เข้าไปแนะนำบิวตี้ในห้องแป้ง และด้วยความเป็นฟลุค เขาคิดไม่เหมือนคนอื่น ฟลุคเลยได้มาเริ่มเขียนแนะนำ เขียนรีวิวในห้องแป้ง จุดประกายให้เขาต้องไปต่อให้สายอาชีพนี้แล้วนั่นเอง

ถามฟลุคว่าแล้วที่บอกว่าแนะนำคนไม่เหมือนใคร เขาแนะนำอย่างไรหรือ? “เราจะแค่แต่งหน้าเพื่อให้ดูดี สวยขึ้น และเป็นธรรมชาติ แต่คนอื่นจะแต่งหน้าเพื่อแต่งหน้า เราเลยแต่งหน้าให้คน และเอารูป before เขามาลงด้วย ก็เลยทำให้เราดังในห้องแป้งแค่นั้นเลย มีคนเอางานเราส่งต่อไปเรื่อยๆ ก็รุ่งเลยตั้งแต่ตอนนั้น” ใช่ และนั่นคือ 15 ปีมาแล้วนะ ตอนที่โลกยังไม่มีคุชชั่น ไม่มีลิปแบบเนื้อแมทท์ ไม่มีต่อขนตา สักคิ้ว และผู้หญิงจะนิยมแต่งหน้าแบบงัดทุกสิ่งที่มีมาแต่ง เทรนด์แต่งหน้าเผยผิวยังไม่เกิด หันไปที่ไหนสาวๆ จะต้องคัดเบ้าตา ปัดแก้มเยอะๆ ปากสีนู้ดตอนนั้นยังแทบจะไม่มีเลย การแต่งหน้าแบบ before, after ที่ไม่ได้เปลี่ยนหน้า แต่ทำให้คุณสวยขึ้นเลยไม่ค่อยมีใครทำ พอฟลุคจัดให้เท่านั้น เขาเลยสร้างชื่อจากตอนนั้นเลย

เขากำลังเข้าใกล้อาชีพที่เป็นตัวตนเขาแท้จริงเข้าไปใกล้ขึ้นอีกแล้ว พองานแต่งหน้าเริ่มเยอะขึ้นๆ ฟลุคคิดดูแล้วว่า ถ้าเขารับแต่งหน้าอย่างเดียว เขาจะมีรายได้เท่ากับเงินเดือน แต่อิสระขึ้น เขาเลยตัดสินใจลาออก “เราบอกแฟนๆ ในบล้อกเลยว่าจะรับแต่งหน้าอย่างเดียวแล้วนะ ทุกคนน่ารักมาก งานเล็กงานน้อย เขาก็บอกเรา เราก็รับทำหมด ไปสอนแต่งหน้า พูดเรื่องแต่งหน้า ทำหมดจริงๆ” ฟลุคบอกว่าลาออกครั้งนี้คือทุบหม้อข้าวเลยนะ ไม่มีการเตรียมงานใหม่ใดๆ

วัดดวงกันเลยว่าเขาจะยึดอาชีพเมคอัพ อาร์ติสท์ได้ไหม

แล้วโชคของชีวิตที่ใช่สำหรับเขาก็คือสิ่งนี้ “ทุกเดือนที่ผ่านไป รายได้เราเริ่มดีขึ้น ไม่ได้ก้าวกระโดดนะ ค่อยๆ ดี เราสามารถอยู่ได้เกินสามเดือน แบบไม่ต้องคิดไปสมัครงานที่ไหนแล้ว เราไม่ต้องกลับไปทำงานประจำแล้ว” แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เขาต้องต่อสู้ก็คือความรู้สึกของที่บ้าน ว่าอาชีพนี้จะดีจริงหรือ? จะทำให้ภูมิใจได้จริงหรือ? พูดง่ายๆ คือจะเป็นอาชีพที่ทำให้เรามีเกียรติจริงหรือ? เพราะในครอบครัวไม่มีใครคิดว่าเวิร์คเลย แต่ฟลุคก็ยังคงยืนหยัดทำอาชีพแต่งหน้าต่อไป “เราเป็นบล้อกเกอร์กับแต่งหน้าไปด้วย แล้วพอทำๆ ไปเราก็เข้าไปสู่วงการแต่งหน้าเจ้าสาวเต็มตัวเลย” สมัยก่อนถ้าถามว่าเจ้าสาวทุกคนอยากแต่งหน้ากับเมคอัพ อาร์ติสท์คนไหน ก่อนหน้ายุคฟลุคก็จะเป็นพี่ม้า พี่เป็ด พี่มล ที่ดังที่สุดแล้ว และยุคต่อมาก็มาเป็นฟลุค Always Fluke คนนี้นี่เลย

“ไม่คิดว่าแต่งหน้าเจ้าสาวจะทำให้เราโทรศัพท์ดังตลอดเวลาขนาดนี้ ที่เริ่มแต่งหน้าเจ้าสาวได้ก็เพราะเราไปลงรูป before, after ในเว็บที่ชื่อ wedding square พอเปิดตลาดปั๊บ ก็งานชุกทันที” เขาคือช่างแต่งหน้าเจ้าสาวที่มีงานเต็ม 365 วัน แบบที่ไม่มีวันว่างเลย ฟลุคทำทั้งแต่งหน้าเจ้าสาว และรับปริญญา บางวันเขาต้องแต่งหน้าให้หญิงสาวในวันแห่งความสุขของเธอถึง 10 คนก็มี จำได้เลยว่าแต่ก่อนตอนคุยกับฟลุค เขามักเปิดประโยคว่า ออกจากบ้านตอนตีสี่ตลอด ฟลุคใช้ชีวิตแบบนี้ 10 ปีเต็ม เขาเดินสายแต่งหน้าทั่วไทย คิวทองยิ่งกว่าอะไร เจ้าสาวที่ได้แต่งหน้ากับเขาก็ชื่นมื่น สวยสมใจ ยิ่งแต่งฟลุคก็ยิ่งเข้าใจผู้หญิง เขาเป็นมากกว่าช่างแต่งหน้าแล้ว เขาคือผู้ชายที่เจ้าสาววางใจ และขอพักใจตอนแต่งหน้า ก่อนที่จะเดินถือช่อดอกไม้ เขาคือคนเกือบจะนาทีสุดท้ายที่อยู่กับสถานะโสดของหญิงสาว แน่นอนเขาได้สัมผัสถึงความตื่นเต้น ความดีใจ ฟลุคได้รับพลังงานของความรักของคนทั้งสองคน ที่จะได้ร่วมใช้ชีวิตด้วยกันไปเต็มๆ ด้วย

Always Fluke เป็นที่รู้จักมากมาย มีแฟนคลับที่ตามเขา และคอยดูว่าฟลุคจะใช้เมคอัพอะไรแต่งหน้า อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นเขาคือ ใครได้แต่งหน้ากับเขาจะรู้สึกพรีเมี่ยมมาก เพราะฟลุคใช้แต่แบรนด์ราคาแพง ที่ปกติเราคงไม่สามารถซื้อเป็นกระเป๋าแบบนั้นได้ เขาต้องการความคุณภาพที่สุดบนหน้าเจ้าสาวของเขา จึงทำให้แบรนด์ที่เขาใช้ติดต่อฟลุคเพื่อให้เขาช่วยส่งต่อความดีงามของแบรนด์ในฐานะบล้อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ ที่ปรึกษา เมคอัพ อาร์ติสท์ของแบรนด์ต่อไป เขาได้ร่วมงานอย่างต่อเนื่องกับแบรนด์ Kanebo, Suqqu และ THREE 

ไม่มีคำถามอะไรกับเขาอีกแล้ว ไม่ต้องสงสัยในความเชี่ยวชาญของใบหน้าผู้หญิง คนที่แต่งหน้าผู้หญิงทุกวัน วันละหลายๆ คนเป็นเวลา 10 ปีเต็ม ประสบการณ์ นิ้วที่ปะทะผิวหน้าผู้หญิงแต่ละคน ฟลุคเจอมาทุกปัญหาผิว เขาแนะนำ และจริงใจ เขาดูแลไม่ใช่แค่ความสวยด้วย แต่เขาคือพี่ชายที่ทุกคนวางใจไว้ แต่ฟลุคก็เป็นคนธรรมดาที่มีคำถามในใจให้เขาสงสัยในตัวเองอยู่เหมือนกัน “เคยรู้ว่าเราแต่งหน้าสวยจริงหรือเปล่านะ เพราะความเป็นธรรมชาติตอนนั้น คนไทยไม่ได้มองว่ามันเป็นคุณค่า คนแต่งหน้าฟาดๆ กันเยอะ เราเลยมานั่งคิดกับตัวเอง แล้วสงสัยเลยว่าหรือเราเข้าใจอะไรผิด จนต้องโทร.ไปปรับทุกข์กับเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกว่า คนที่เลือกแต่งหน้ากับเรา เป็นเพราะเขาเชื่อในตัวเราไง ไม่ต้องกลัว มั่นใจไปเลย คนเราต้องมีคนที่เชื่อ และชอบไม่เหมือนกัน อย่างน้อยขอให้มั่นใจว่าไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใครเถอะ” คำพูดเหล่านั้นทำให้ฟลุคดึงตัวเองกลับมาได้ และยึดสิ่งที่ตัวเขาเชื่อต่อมา

ในเรื่องการทำงานกับแบรนด์ก็เช่นกัน เขาไม่ได้เป็นคนตามใจแบรนด์ตลอด เขามีความคิดของตัวเขาเองเหมือนกันนะ “ก็จะมีแบรนด์ที่รักเรา และไม่รักนะ เราไม่ได้ตามใจแบรนด์หมด ต้องคุยกันก่อน ว่าเราเชื่อยังไง เราคิดว่าของคุณดีมุมไหน ถ้าไม่เชื่อเราก็ต้องขอข้าม ก็คิดเรื่องนี้เหมือนกันว่า เราต้องทำตัวให้คนรักมั้ย แล้วมาพบว่า สุดท้ายคือไม่จำเป็น แต่ไม่ใช่ว่าเราไปร้ายกับเขานะ” ฟลุคยืนยันกับตัวเองว่า เขาจะไม่ขอเสียความเป็นตัวเอง ไม่ขอเสียความเชื่อของเขา เพราะสุดท้ายเราต้องอยู่กับตัวเรา แบรนด์อาจอยู่กับเราสองสามปี แต่เราต้องอยู่กับตัวเราตลอด มีหวั่นไหวนะ ทุกวันนี้ก็ยังถามตัวเองอยู่ เลยให้ส่วนหนึ่งเป็นตัวเราไว้ และอีกส่วนไหลไปตามกระแสโลกบ้าง เราไม่ใช่ต้นไม่ใหญ่ที่ไม่ไหวติง สิ่งที่เกิดกับเราก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดกาล

ถ้าใครอยู่ในสายบล้อกเกอร์ อินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์ ที่ทำงานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ด้วย จะเข้าใจว่า โลกไม่ได้เป็นทุ่งลาเวนเดอร์เหมือนที่ทุกคนคิด การที่ได้ลองผลิตภัณฑ์สวยๆ งามๆ ก่อนใคร ได้เดินทางไปที่ต่างๆ ของโลก พวกเขาต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ต้นทุนในความต้องรักษาความเป็นตัวเองของพวกเขาทั้งสูง และเจ็บปวด คอมเมนท์ใต้โพสท์ การพูดถึงกันในหมู่แวดวงเดียวกัน การต้องเจอความต้องการของคนที่หลากหลาย และเขาต้องอยู่กับตัวเอง ไม่ได้มีลูกน้อง ไม่มีทีมงาน เขาไม่มีเกราะปกป้องใดๆ เขาต้องยืนด้วยตัวเองล้วนๆ แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เขายังเป็นเขาได้ในวันนี้

“ทุกอย่างมันเริ่มมาจากที่เรา อยากให้คนอื่นดูดีครับ” 

คือคุณค่าที่ผู้ชายคนนี้ ฟลุค ชูสุวรรณ ยึดไว้ในใจเสมอ “ทุกวันนี้เรายังรู้สึกว่ายังอยากให้ เห็นของดีก็ยังอยากแนะนำ เราไม่เคยรอใครส่งผลิตภัณฑ์มาให้ ถ้าดี เราจะซื้อเลย” และด้วยความที่เขารักษาแก่นในตัวเองไว้เช่นนี้ ฟลุคมีแฟนคลับเกือบสี่แสนคน เขามีโค้ดลับกับแฟนคลับด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาขึ้นว่า #ดีดนิ้ว นั่นคือผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้น “สุดยอดมาก” และแฟนคลับเขาจะพุ่งไปซื้อสินค้าตัวนั้นทันที หรือถ้าแค่เขาบอกว่า “คริคริ หรือ อิอิ” นั่นก็ทำให้คนไปซื้อกันตามแล้ว บางผลิตภัณฑ์เคยถามเขาว่า จะทำยังไงถึงจะได้ #ดีดนิ้ว แต่ฟลุคไม่ขาย ต้องมาจากสิ่งที่เขารีวิว และรักเอง

จากประสบการณ์กับตัวที่เราเจอกับฟลุค ประโยคที่ฟลุคชอบพูดคือ “สวยอยู่แล้วนะ” ทั้งๆ ที่เราว่าหน้าเราไม่เห็นสวยเลย แต่ฟลุคจะมีสายตามองสิ่งดีงามบนหน้าผู้หญิงออกเสมอ สโลแกนหนึ่งในใจฟลุคคือ 

“คนต้องทักว่าเราสวยสิ ไม่ใช่เมคอัพเราสวย” 

เอาจริงๆ ฟลุคปั้นสาวๆ มาหลายคนแล้วนะ น้องเนย ผู้ช่วยฟลุคเคยบอกว่า “หนูเคยหน้าไม่แต่ง หน้าเหมือนง่วงนอนตลอดเวลา พอมาทำงานกับพี่ฟลุค หนูกลายเป็นอีกคน ไม่คิดว่าหน้าเราจะอัพขึ้นมาได้ขนาดนี้” เนยไม่ได้ทำศัลยกรรมใดๆ ฟลุคแค่ให้เธอมั่นใจว่าเธอสวย และแนะนำเธอเรื่อยมา ใครรู้จักฟลุคจะรู้ว่า เขาก็จะทำแบบนี้เสมอๆ กับทุกคนที่เจอด้วย เลยกลายเป็นความเซลฟ์ในใจ ที่มีฟลุคอยู่ข้างๆ

และไม่ว่าเขาจะผ่านงานด้านบิวตี้ อยู่ในวงการบิวตี้มาขนาดไหน 28 ปีเต็มๆ ของเขาที่เราพูดได้เลยว่า เขาคือหนึ่งในเทพเสกสวยให้ผู้หญิง และหนึ่งในสะพานต่อยอดสิ่งดีๆ ไปให้ผู้หญิง วันนี้ฟลุคยังคงรักบิวตี้อยู่เสมอ แต่เขาก็มีแพชชั่นอื่นด้วยเหมือนใคร ฟลุคเริ่มทำแบรนด์ของตัวเองกับกานต์ พาร์ทเนอร์ของเขา กางเกงในผู้ชายที่ชื่อ Innergear และกางเกงในผู้หญิง it se bit se กางเกงในคุณภาพระดับคุณภาพสูงมาตรฐานญี่ปุ่น และอเมริกา นุ่ม ใส่สบาย ขอบไม่บาด ไม่เจ็บขอบขา ของผู้หญิงนี่คือโทนสีน่ารักมาก มีความพาสเทล แล้วก็เป็นมิตร

ถามฟลุคว่าอยากให้บอกอะไรกับน้องๆ บล้อกเกอร์ หรือใครที่กำลังเปลี่ยนเส้นทางของชีวิต เพื่อทำตามแพชชั่นของตัวเอง ฟลุคบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าเราจะเดินทางไปเจออะไร แต่ถ้าเราฟังหัวใจเราดีๆ ให้หัวใจตัดสิน เราจะได้ยินเสียงนั้น และเป็นตัวของตัวเองไว้ รักษาความเชื่อของตัวเองไว้ หวั่นไหวได้ แต่ก็กลับมาให้เป็น แก่นตรงนี้ล่ะจะช่วยเหลือเราเอง

คลีโอขอขอบคุณฟลุคที่เป็นเพื่อนเรามาตลอด ขอบคุณทุกคำแนะนำ และพลังที่อยากให้ผู้หญิงเชื่อเถอะว่าคุณสวยอยู่แล้วจริงๆ แล้วไว้มีโอกาสขอร่วมงานกับฟลุคอีก จะได้เอามาเล่าให้สาวๆ ฟังต่อไป ติดตามฟลุค Always Fluke ได้ที่ FB: fluke-alwaysfluke.com

More