ดาโคต้าบอก..แอนโตนิโอ(พ่อเลี้ยง) เปลี่ยนครอบครัวของเธอ ‘ตลอดไป’ ด้วยความรักของเขา

ดาโคต้า จอห์นสัน (Dakota Johnson) เป็นนางเอกที่สวยและมากด้วยความสามารถ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ.. ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเอกรุ่นใหญ่ แอนโตนิโอ แบนเดอราส (Antonio Bandares) กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ

ความรักแบบ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่ต้องการแค่อ้อมแขนและคนคุยกันลื่นไหล

ประโยคของเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่เราเองก็รู้สึกแบบเธอเป๊ะๆๆๆ อยากมีใครที่ใช่ คุยกันรู้เรื่องและเล่าเรื่องของวันนี้ที่เจอให้เขาฟัง สำหรับผู้หญิงที่ต้องออกไปสู้โลกทุกวัน สู้คนเดียว ต้องเข้มแข็งให้ได้ อ่อนแอยังไงก็ต้องเก็บเอาไว้ ความรู้สึกอยากมีใครสักคน อาจไม่ใช่ว่าเขาต้องมาดูแล มาหาเงิน หาบ้านอะไรให้ แต่คือความรู้สึกที่ละทุกอย่างของวันออกไป แล้วเข้าไปซุกในแขนของเขาหันไปบอกกับเขาว่า “วันนี้แย่จัง เหนื่อยจัง” เขาอาจจะดึงเราเข้าไปกอดให้แน่นขึ้น เอามือลูบหัวเรา แล้วบอกเราว่า “ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นนะ” ข้อดีของการมีคนรักที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คือเขาจะรู้ทุกโมเมนท์ของชีวิตเรา ว่าช่วงไหนเราเป็นยังไง เขาจะซัพพอร์ตจิตใจเราได้ทัน และคอยเป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่คิด เป็นคนรักที่จูงมือเราไปสูดอากาศดีๆ แล้วเพียงไม่กี่นาที โลกทั้งโลกก็หายไป เรารู้สึกสบายใจและช่างผ่อนคลายเหลือเกิน เหมือนที่เจนนิเฟอร์ อนิสตันเคยบอกหลังจากเลิกกับจัสติน เธอโรซ์สามีของเธอเมื่อปี 2018 ว่า “ไม่มีใครที่เรดาร์ฉันกระดิกได้ แต่ฉันว่าถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ฉันพร้อมจะแชร์ชีวิตของฉันกับใครอีกคนแล้ว” เจนนิเฟอร์บอกว่า “ในความสัมพันธ์ เรื่องโรแมนซ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ” สำหรับเธอเลย เธอรักในการเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชาย เธอคือผู้หญิงที่สร้างตัวเองมาด้วยตัวเอง เจนบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอจะเริ่มขึ้นได้เพียงมี “บทสนทนาที่ลื่นไหลตั้งแต่ได้คุยกันครั้งแรก” นั่นเป็นสัญญาณที่ดี “เขาต้องมั่นใจในตัวเอง แต่ไม่เยอะไป มีอารมณ์ขัน แล้วก็ขอร้อง ขอร้องเลยนะว่า เขาต้องใจดีกับผู้คนด้วย” […]

Q: ทำไมฉันเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เลิกคบไปไม่ได้?

คำถามคาใจตัวเองทุกครั้งที่เริ่มคบใคร ไปไม่รอดแล้วยังเป็นเพื่อนกันก็ไม่ได้! Q: “ฉันมีเพื่อนผู้หญิงเยอะเลยนะ แต่ยากมากจะมีเพื่อนผู้ชายที่สนิท แล้วพอคบใครหลังจากนั้นก็เป็นเพื่อนกับพวกเขาไม่ได้ ไม่ได้เลิกกันไม่ดีนะ แต่ไม่ชินที่จะมีเพื่อนผู้ชาย เลยทำให้ฉันคบผู้ชายเยอะ คบแล้วเลิกๆ และหายกันไปเลยตลอดเวลา แล้วพอมาชอบเพื่อนตัวเอง หรือชอบผู้ชายที่ทำงาน ก็ไม่กล้าไปต่อ กลัวจะเสียเพื่อนไปเลยแล้วไง?” A: ซื่อตรงกับตัวเองที่สุดก่อน ว่าจริงๆ คุณต้องการผู้ชายที่ดีจริงสำหรับชีวิตด้วย! เหมือนกับว่าคุณคิดว่าคุณน่ะคงไม่ดีพอจะเป็นเพื่อนกับใครได้ และคงมีอะไรผิดๆ ในความสัมพันธ์ที่ทำให้รักษาความเป็นเพื่อนไว้ไม่ได้ เราอยากให้คุณยอมรับตรงๆ กับตัวเองก่อนว่า “คุณต้องการความสัมพันธ์ที่ดี และผู้ชายที่รักคุณ” ลองเขียนคุณสมบัติเริ่ดๆ ในตัวคุณสัก 10 ข้อ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา รูปร่างนะ และบอกเลยว่าทุกคนที่คุณจะเจอต่อไปนี้ เขาจะได้รับสิ่งดีของคุณเช่นนั้น แล้วลองมองหาผู้หญิงที่คุณชื่นชม ว่าเธอช่างสามารถเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เคยคบได้  ดูวิธีที่เธอคุยกับพวกเขา ดูบุคลิก รอยยิ้ม ท่าทาง ลองเรียนรู้แล้วลองเอาไปใช้เวลาเดทกับใคร ที่สำคัญเวลาเดทกับใครเปิดกว้างกับเขาไปเลยว่า คุณอยากรเรียนรู้จักเขา อยากเป็นเพื่อนกับเขาให้ดีก่อน ต้องใจแข็งไว้นะถ้าเขาจะมาขออะไรที่เป็นทางกายกับเรา เอาให้ชัวร์ในความเป็นเพื่อนแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า สุดท้ายเลยอยากบอกว่าลองไปโฟกัสชีวิตด้านอื่นด้วย ให้เราเอนจอยกับตัวเอง เป็นเพื่อนกับตัวเองให้ดี ถ้าเรามัวแต่เคลิ้มถึงหนุ่มในออฟฟิศ หรือเพื่อนของเพื่อน หรือบางทีอาจเผลอไปเคลิ้มแฟนเพื่อน เราก็อาจกลายเป็นคนคลั่งรัก และคาดหวังในความสัมพันธ์เกินไป จนมองข้ามความเข้ากันได้ […]

3 คำเตือนจากกูรูเรื่องงาน “ถ้าไม่เริ่ดจริง ขอเงินเดือนแรงแบบนี้ อาจพังได้นะ”

เป็นมุมเรื่องงานที่บางทีก็ลืมมองตัวเองไป ขอยอมรับและโล่งๆ กับตัวเองพิจารณาอีกครั้ง “เราคิดว่าเราเก่ง” หรือที่ผ่านมา “หัวหน้าเราน่ะเก่ง” กันแน่! เป็นหนึ่งในคำเตือนที่เราว่าสุดจะดึงเราให้กลับมามองตัวเอง เจฟฟ์ อาร์ แดเนียล กูรูเรื่องงานในอเมริกาเตือนคำทำงานที่เปลี่ยนงานเพื่อจะจั๊มเงินเดือนมาว่า “บางครั้งคนเราก็คิดว่าตัวเองเก่งเกินความสามารถจริง” เขาบอกว่าหลายๆ คนทำงานความเก่งของเขาไม่ใช่ตัวเขาเองล้วนๆ แต่เป็นเพราะ “เขามีหัวหน้าที่เก่ง” หรือมี “ทีมงานที่เก่ง” “คนทำงานที่อาจจะโชคดีหรือโชคร้ายนี่ล่ะ ที่มีหัวหน้าเก่งกาจไปหมด แถมยังใจดูปกป้องทุกสิ่งให้ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาหลบอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้นมาตลอด พอมาถึงตอนที่หัวหน้าแยกวงไป เขาก็จะเคว้งคว้าง ตอนนี้ล่ะที่เขาต้องเลือกงานใหม่ เขาเลยจั๊มตัวเองให้สูงไปเลย ซึ่งอาจทำให้ร่วงลงมาได้ ถ้าไม่ประเมินการทำงานของตัวเองให้ดีก่อน” เจฟฟ์บอกว่าคนเรามีเหมือนกันที่โชคดีมีหัวหน้าคอยปาดทุกเรื่องให้ เขายืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้น แต่สายตากลับเข้าไปสวมเป็นหัวหน้า เวลาเขาเปลี่ยนงานเขาใช้สายตานี้ล่ะที่พาเขาไป ไม่ว่าจะเป็นการขอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิมมากๆ ขอตำแหน่งและอีกหลายสิ่งที่เขาคิดว่าเขาสมควรจะได้ เขาลืมมองไปว่า “เขาอาจไม่เก่งพอ” เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา เรื่องยากๆ ที่ทำให้โปรไฟล์เขาดูดีน่ะ เป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมทีมปาดให้ทั้งนั้น เจฟฟ์เลยมอบ 3 คำเตือนที่อยากให้ทุกคนที่กำลังจะเปลี่ยนงาน ถามตัวเองดังๆ ก่อนว่า… สุดท้ายถ้าเรายังคิดว่าเราสมควรได้รับอะไรที่เริ่ดกว่าเดิมมากจริงๆ ถ้าเราเก่งจริงลุยเลย แต่ถ้าไม่ใช่คิดเผื่อด้วยว่า เราจะได้รับความกดดันจากงานใหม่นั้นขนาดไหน เพราะถ้าพลาดเราอาจเสียความมั่นใจไปเลย อย่าลืมคิดด้วยว่าบางครั้งสิ่งที่มาเหนือความเก่งอีกอย่าง ก็คือเรื่องของบารมี พลัง ความมั่นใจ […]




Health

ประสบการณ์จริงจากผู้ป่วยโควิด ที่ไม่มีเตียง ไม่ได้เข้า Home Isolation

รักษาโควิด19

ประสบการณ์จริงจากผู้ดูแลผู้ป่วย covid – 19 ที่ไม่มีเตียง ไม่ได้เข้าระบบ Home Isolation ไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ในที่สุด ภายในเวลาสองสัปดาห์กว่าๆ คนไข้ก็หายเป็นปกติ

แอนเป็นครูสอนโยคะ และเป็นนักจิตวิทยา เธอกับเบน แฟนผู้เคยเป็นผู้ป่วย covid-19 ทั้งคู่มั่นใจว่า เบนได้รับเชื้อโคโรนาไวรัสในวันที่ออกไปจ่ายตลาด

วันที่รับเชื้อ

“วันที่ 25 มิถุนายน เราเจอเพื่อนบ้านในลิฟต์ของคอนโด แล้วเขาไม่ใส่มาสก์ แล้วเราก็ออกไปจ่ายตลาดที่แผงลอยริมถนน เชื้อไวรัสอาจจะมาจากการใช้ลิฟต์​ หรือจากการไปจ่ายตลาด เราไม่รู้ว่ามาจากสาเหตุไหน แต่มั่นใจว่ามีแค่สองช่องทางนี้เท่านั้น”

ระยะฟักตัวจนถึงแสดงอาการ

ผ่านไปสามวัน ร่างกายของเบน แฟนของแอนเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติบางอย่าง “แฟนเริ่มแสดงอาการวันที่ 28 มิถุนายน มีอาการปวดหัว ปวดกระบอกตา วันที่ 29 มิถุนายน เริ่มมีไข้ แต่ยังไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นโควิด” แอนบอกว่า​ ช่วงนั้น เธอฉีดวัคซีนซิโนแวคครบสองเข็มแล้ว แต่เบนยังไม่ได้รับวัคซีน

ตรวจ RC-PCR กับแล็บนอกแล้วผลออกมาว่าเป็นโควิด

ช่วงที่แอนกับเบนเริ่มมีอาการป่วย ยอดผู้ป่วยเริ่มกลายเป็น 6,000 คน​ ซึ่งเป็นช่วงที่โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มไม่รับตรวจแล้ว​ ทำให้ต้องติดต่อหาที่ตรวจหลายที่มาก​ จนในที่สุดก็ได้ตรวจกับแล็บนอก แต่ผลตรวจที่ออกมาก็เป็นที่น่าแปลกใจ​ คือแฟนติดเชื้อ​ ในขณะที่เธอเองก็มีอาการหลายอย่างที่ตรงกับโรค​ covid – 19 แต่ผลที่ออกมายืนยันว่าเธอไม่เป็น

“ตอนนั้นหาที่ตรวจยากมาก เพราะยังมีกฎว่าที่ไหนตรวจเจอต้องรับรักษา กว่าจะได้ตรวจคือวันที่ 6 กรกฎาที่แล็บนอก พอวันที่ 7 กรกฎาคม ผลของแฟนออกมาว่าเป็น covid แต่ผลของแอนไม่ติด ทั้งๆ ที่เรามีอาการเหมือนกันหลายอย่าง ตัดสินใจไม่ตรวจซ้ำ เพราะไม่เห็นความแตกต่างของสิ่งที่จะเกิดขึ้น เป็นหรือไม่เป็น เพราะเราก็ต้องกลับบ้านไปอยู่ด้วยกัน และดูแลตัวเองอยู่ดี เพราะไม่มีเตียง แล้วเราก็ไม่อยากเพิ่มค่าใช้จ่าย ในขณะที่เราก็กักตัวอยู่แล้ว ไม่ได้ออกไปแพร่เชื้อให้คนอื่น”

โทรติดต่อหน่วยงานราชการ หาเตียง พยายามเข้าระบบ Home Isolation

“หลังจากทราบผล​ตรวจ​ เราพยายามติดต่อทุกช่องทาง​ ทั้งหน่วยงานของรัฐ​ และจิตอาสา​ ซึ่งช่วงนั้น​ยังไม่มีความชัดเจนเลยด้วย​ว่าให้โทรเบอร์ไหนก่อน​ ข้อมูลในระบบไม่เชื่อมกัน ข้อมูลที่กรอกในช่องทางออนไลน์ไม่ได้ถูกเข้าถึง​ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ​ จนในที่สุด​ เราพยายามโทร 1646 จนได้คุยกับเจ้าหน้าที่เมื่อผลออกแล้ว 2 วัน เขาประเมินว่าแฟนเราเป็นผู้ป่วยสีเหลือง เพราะไอเยอะ ก็ต้องรอเตียง แล้วจะมีเจ้าหน้าที่โทรมาอีกทีว่าเราสีเหลืองจริงหรือว่าสีเขียว แต่ก็ไม่มีใครโทรมา จนกระทั่งเราหายดีเป็นปกติ

ตอนที่เริ่มหาเตียงไปสัก 2-3 วัน เราก็เริ่มหายแล้ว แต่วันแรกๆ ยังเป็นไข้หนัก ก็ทำตามขั้นตอน ลงทะเบียนไปทุกช่องทาง โทรไปทุกเบอร์ แต่แฟนยังเป็นหนักอยู่ เราก็กังวลว่าจากสีเขียว (ที่เธอประเมินเอง) จะกลายเป็นสีเหลือง สีแดงไหม

พอมีระบบ Home Isolation ก็โทร 1330 แต่พอเขารู้ว่าเรามีอาการ ก็บอกเราว่าเข้าระบบไม่ได้ ต้องหาเตียง เราก็บอกว่าหาเตียงมาอาทิตย์กว่าแล้วยังไม่ได้เลย เขาก็บอกจะติดต่อมาก็หายไป เราก็โทรไปตามเรื่อยๆ เราได้คุยกับเจ้าหน้าที่หลายครั้ง แต่เรื่องมันไม่ไปไหน เพราะระบบไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลกัน มันวุ่นวายจนแฟนบอกว่าไม่ต้องทำอะไรแล้ว เราหายแล้ว แต่ 1330 ก็โทรมาอีก ถามว่าเราได้เตียงหรือยัง อยากเข้า Home Isolation ไหม เรื่องมันวนกลับมาที่เดิมตลอดเวลา เขาก็บอกว่าจะเร่งให้ จนถึงวันที่เราหายก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ระหว่างที่เรารอไม่เคยมีการประเมินโรคโดยหมอ เราดูแลตัวเอง ประเมินตัวเองกันตลอดทุกวัน”

สองสัปดาห์กับการต่อสู้กับ Covid 19

“แอนรู้สึกไม่สบายอยู่ 7-8 วัน แต่ที่เป็นหนักๆ คือ 2-3 วัน และไม่ได้กลิ่นเลย 4-5 วัน แต่แฟนเป็น 14 วัน เป็นหนักประมาณ 8 วัน ไม่ได้น่ากังวลว่าขนาดจะถึงชีวิต เรายังเชื่อแบบนั้น แต่กังวลว่าเชื้อลงปอดหรือยัง เราต้องได้ยาแล้วไหม แต่ติดต่อใครไม่ได้เลย มันมีวันที่อ็อกซิเจนของแฟนลดเลือ 93 เราก็เริ่มกังวล ก็เพิ่มยา homeopathy ที่กินเมื่อสงสัยว่าเชื้อไวรัสจะลงปอด แล้วอาการก็ดีขึ้น”

Note – ตามปกติค่าอ็อกซิเจนจะอยู่ที่ 95-100 ถ้าต่ำกว่า 95 ต้องจับตาดู และถ้าต่ำกว่า 90 ควรต้องพบแพทย์ด่วน

สิ่งที่ควรทำเมื่ออาการดีขึ้น

“ข้อมูลที่ได้จากแพทย์คือ​ นับจากวันแรกที่มีไข้ไป 14 วัน​ เราจะไม่แพร่เชื้อไปที่คนอื่นแล้ว ส่วนจะมีอาการไหม ก็แล้วแต่คน บางคนอาจจะมีอาการอยู่ เช่น​ ไอ แต่น้อยลง ยังรับรู้รส กลิ่นได้ไม่เท่าเดิม ดังนั้น​ หากกักตัวครบ​ 14​ วันแล้ว​ และอาการคงที่​ แนะนำให้ไปโรงพยาบาลเอกชน เพื่อขอเอ็กซเรย์ปอด​ โทรเช็คกับโรงพยาบาลที่จะไปก่อนก็ได้​ มีหลายโรงพยาบาลที่เปิดคลินิก​ ARI(Acute Respiratory Infection Clinic) ​โดยเฉพาะ​ของแฟนเราหลังจากที่ไปตรวจ​ ผลออกมา​ปอดปกติดี เชื้อไม่ลงปอด หมอก็ออกใบรับรองแพทย์ให้ว่าเคยเป็นแล้วและหายแล้ว”

ความรู้สึกของแอนระหว่างรักษาตัว

“ตอนนั้นเราไม่มีความกังวลกับร่างกายเราเอง เพราะเรารู้สึกได้ว่าเราโอเค แอนไม่เคยประมาทกับเชื้อโรค​ ไม่รู้หรอกว่าที่เราไม่สบายอยู่นี่มันคือ​ covid หรือเปล่า​ ​แต่ไม่ว่ามันคืออะไร​ เราเชื่อว่าร่างกายของเราจะผ่านมันไปได้ เพราะเรา​ไม่มีโรคประจำตัวและออกกำลังกายสม่ำเสมอ อายุเรา 39 ปี ก็ยังไม่ได้เข้ากลุ่มเสี่ยง​ แต่ที่กังวลก็คือ​ ร่างกายแฟนยังไงก็ไม่ใช่ร่างกายเรา เรารู้แค่ข้อมูลที่เขาบอก แต่เราไม่สามารถมั่นใจแทนร่างกายของเขาได้ เราก็คอยถามเขาตลอดว่าว่าไหวไหม ให้บอกตามความเป็นจริง เขาก็บอกว่าไหว จะหายเองได้แน่​ คือเขากำลังใจดีมาก” แอนบอกถึงความรู้สึกตอนนั้น

การดูแลตัวเองที่บ้าน

“ดื่มน้ำเยอะมาก เช็ดตัวเพื่อลดไข้ โปะแผ่นเย็น เพราะมีไข้สูง ปวดหัวจนจะระเบิด มีไข้ มีผื่นขึ้น มีท้องเสีย กินยา Homeopathy ตำรับที่ดูแลอาการ​ covid​ โดยเฉพาะ​ และที่สำคัญอีกอย่างคือนอนเยอะมาก ช่วงแรกอาจจะไม่ได้ใส่เรื่องอาหารนัก เพราะร่างกายเพลียมาก​ จึงนอนเป็นส่วนใหญ่​ พอเริ่มฟื้นไข้​ จึงได้ทานอาหารมากขึ้น​ มีญาติช่วยนำวัตถุดิบมาให้​ ก็ได้กินผัก​ ผลไม้มากขึ้น​​”

Note – ยา Homeopathy ที่แอนพูดถึงคือยาของ ศ.นพ.อมร เปรมกมล

สิ่งจำเป็นที่ต้องมีที่บ้าน

แอนแนะนำโดยบอกว่า​​ ตอนนี้​ covid​ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวทุกคนมาก​ การเตรียมตัวให้พร้อมจึงเป็นเรื่องจำเป็น​ สิ่งที่ต้องมีและเธอคิดว่าเป็นประโยชน์มากสำหรับทุกครอบครัวในช่วงนี้คือ

  • ชุดตรวจ Rapid Antigen Test
  • เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว
  • ปรอทวัดไข้
  • สมุนไพร​ เช่น​ ขิง​ กระชาย
  • ยารักษาโรคตามอาการ​ ไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร​ ยาแผนปัจจุบัน​ หรือยาแพทย์ทางเลือกอื่นๆ​

“ต้องสังเกตอาการตัวเองด้วยนะ ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะถูกกับทุกคน อย่างน้ำขิง แอนกินได้ แต่แฟนกินไม่ได้ เขากินแล้วปวดหัว หรือถ้ากำลังเป็นไข้ อาจจะต้องพักกินขิง กับกระชายก่อน เพราะมีฤทธิ์ร้อน ถ้าต้องการลดความร้อนในร่างกายต้องเอาของร้อนออกก่อน ไข้ลดก่อนแล้วค่อยกิน”

คำแนะนำจากแอน

“ถ้าติด covid ก็แนะนำให้ติดต่อไปทุกช่องทางตามขั้นตอนนะ แต่อย่าฝากความหวังทั้งหมดตรงนั้นว่าจะได้เข้าสู่ระบบการรักษา เราเชื่อว่าน่าจะมีคนอีกเยอะที่พยายามจะเข้าระบบ Home isolation แบบเราแต่เข้าไม่ได้ ซึ่งถ้าใครเข้าระบบการรักษาได้ต้องบอกว่าดีแน่นอน แต่ระหว่างที่รออาจจะหวังมากไม่ได้ และต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด

ชุดยาต่างๆ เราก็รอไม่ได้ เพราะมันได้เกิดขึ้นกับคนทุกคน เราจึงต้องเตรียมพร้อมด้วยตัวเอง เพราะถึงเราจะไม่ได้รับการรักษา แต่เราจะต้องรอด อย่ารอการช่วยเหลือจากส่วนกลางอย่างเดียวเพราะอาจจะไม่ทัน ต้องสังเกตอาการตัวเอง ก็ต้องเตรียมแผนฉุกเฉินว่าถ้าอาการเราหนักเราจะต้องติดต่อใคร หรือทำอะไรต่อไป”

การดูแลจิตใจก็เป็นเรื่องสำคัญ

“covid เป็นโรคติดต่อร้ายแรง แล้วสถานการณ์ก็แย่ขึ้นเรื่อยๆ เราอาจจะกังวลไปก่อนว่าถ้าไม่ได้เตียง เราอาจจะต้องตายอยู่ที่บ้าน คนรอบข้างก็จะกังวล มันเป็นความห่วงใยที่มาพร้อมความกังวล จากที่เราคิดว่าจะหายก็กลายเป็นกลัว เอ๊ะ จะทรุดไหม จะลงปอดไหม”
แค่ความกังวลของตัวเองก็มากพอแล้ว ยิ่งต้องแบกรับความห่วงใยจากคนอื่น แอนบอกเลยว่าตอนนั้นเธอเครียดมาก

“เอาจริงๆ เรารับความกังวลของคนอื่นด้วยไม่ไหว ตอนอยู่กันเองเราค่อนข้างนิ่งว่าจะประคอง​กันไปได้ แต่พอได้รับความกังวลจากคนอื่นมันก็ทำให้เราแกว่ง ไม่มั่นคง”

“แนะนำว่าอาจจะต้องพักผ่อน หยุดคุยก่อน หรือคุยกับคนที่มีประสบการณ์นี้อีกแบบ มีเพื่อนๆ ที่อยู่ต่างประเทศ อังกฤษ สเปน อเมริกา ซึ่งเขาก็ติด covid และรักษาตัวเองที่บ้านแล้วก็หาย หรือคนที่บ้านอยู่กันหลายคนก็มีเหมือนกันที่ติดคนเดียว คนที่เหลือไม่ติด มันก็เกิดขึ้นได้ มันก็ทำให้เรามีความหวังว่าเราอาจจะเป็นความจริงแบบฝั่งนั้นได้ แต่เราก็ประมาทไม่ได้ เพราะมันมองไม่เห็น ไม่เหมือนแผลเปิด แผลกว้างแค่ไหน แผลแห้งไหม หรือเป็นหนอง พออยู่ในร่างกายทำให้เราไม่รู้ว่าเชื้อโรคมันไปถึงไหนแล้ว เราไม่รู้ว่าอยู่แค่โพรงจมูก คอ หรือ ปอด ดังนั้นมันก็จะเป็นความกังวล”

“ดังนั้นเราอาจจะต้องสื่อสารกับคนป่วยตลอดเวลาว่าโอเคไหม รู้สึกยังไง แต่ความกังวลมันสามารถทำให้ร่างกายแย่ไปกว่าอาการจริงๆ ก็มี”

Note – แอนบอกว่าในกรณีที่มีคนรู้จักติด Covid สิ่งที่ควรทำคือให้กำลังใจ แต่อย่าเพิ่มความกังวลให้คนไข้


ประเมินอาการตามความจริงและอย่าประมาท

“ถ้าได้รับการรักษาคือดีที่สุดอยู่แล้ว เราพยายามติดต่อทุกคนแล้ว แต่เราไม่ได้รับการรักษา ต้องดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ เราจะประเมินว่าร่างกายของเราดีเกินไปก็ไม่ได้ จะพูดแต่ว่าเราต้องสู้ ต้องหาย ทั้งๆ ที่เราอาการหนักแล้วก็ไม่ได้ เพราะเราประมาทเชื้อโรคไม่ได้ แต่เราก็จะไม่กังวลมากเกินไปจนทำให้เครียดและอาจมีผลกระทบต่อร่างกาย​

ดังนั้น ให้สังเกตตัวเองให้ดี​ ถ้ารู้สึกแย่หรือรู้สึกว่าเสี่ยงเกินไป ไม่ต้องทน เราจะไม่อดทนในสถานการณ์นี้ เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะทรุดเร็วแค่ไหน

ถ้ามันแย่เราจะทำตามแผนฉุกเฉินที่เราวางไว้ จะโทรเบอร์นี้ จะติดต่อคนนี้ นี่คือสิ่งแอนคิดว่าสำคัญมาก เราจะดันทุรังว่าฉันจะหายเองอย่างเดียวก็ไม่ได้ ในช่วงนี้เราต้องตัดสินใจอะไรเยอะมากแทบทุกวัน ค่อยๆคิด​ เลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง​ และให้เคารพการตัดสินใจของตัวเอง

ณ ตอนนี้แอนคิดว่าเราทุกคนมีโอกาสติด ดังนั้นถ้าเราไม่สบายให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจจะเป็น​ covid ให้ดูแลตัวเองมากๆ ถ้าตรวจได้ก็ตรวจ แต่ถ้าต้องรับความเสี่ยงจากการไปตรวจโรคก็ต้องตัดสินใจดีๆ เพราะเราไม่รู้ว่าสายพันธ์ุที่เรารับมาเป็นสายพันธุ์อะไร ซึ่งกรณีของเบน คิดว่าถ้าเป็นสายพันธุ์ร้ายแรงก็อาจจะแย่กว่านี้ ดังนั้นเราต้องตัดสินใจให้เร็วและตัดสินใจให้ถูกที่สุด”

อย่าประมาท แต่ก็อย่ากังวลจนเกินไป พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องมีติดบ้านที่แอนแนะนำ เผื่อในกรณีฉุกเฉิน CLEO Thailand หวังว่าเคสของเบนและแอนจะเป็นประโยชน์กับคนอ่านของเรา ในยุคที่เรามีโอกาสที่จะติดเชื้อไวรัสมากกว่าไม่ติด เราขอเป็นกำลังให้ทุกคนสามารถฝ่าฟันให้ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้
ด้วยความปรารถนาดี

* Homeopathy การแพทย์โฮมีโอพาธีย์ คืออะไร?
คือ การแพทย์ทางเลือกเชิงระบบที่ถือกำเนิดจากปนระเทศเยอรมัน ใช้หลักการผลิตยาปกติสำหรับบำบัด รักษาผู้ที่ได้รับความเจ็บป่วยในอาการเดียวกัน โดยใช้สารที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยในคนหนึ่งส่วนมาเจือจางกับน้ำหรือแอลกอฮอล์อีก 9 หรือ 99 ส่วน พร้อมทั้งเขย่าขึ้นลงในแนวตั้ง 10 หรือ 100 ครั้งตามสัดส่วนที่เจือจางซึ่งเรียก ขนาดความแรง เป็น 1D หรือ 1C จากนั้นนำสาร 1D หรือ 1C มาเจือจางต่ออีก1:10 หรือ 1:100 พร้อมเขย่าเช่นเดิม 10 หรือ 100 ครั้ง จะเรียก ขนาดความแรง 2D หรือ 2C ทำไปเรื่อย ๆ จะมีความแรงในการบำบัดรักษาเพิ่มขึ้นตามความแรงที่เพิ่มขึ้น
ที่มา : พจนานุกรมการสาธารณสุขไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2559

By Ben Wiboonsin

More