มีรักที่ดีอยู่แล้ว อย่า ใครคิดว่าไม่ต้องดูแล เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของรักที่อาจพังได้!!

หาความรักที่ดีว่ายากแล้ว แต่การดูแลและรักษาความรักนั้นให้อยู่ด้วยกันไปตลอดนี่ยากกว่าหลายเท่าเลยนะ หลายคู่พอคบกันไปนานๆ ก็เริ่มเบื่อ และเริ่ม “ละเลยความรัก” มีเพื่อนสนิทสองคนที่ชอบโทรมาเล่าเรื่องความรักให้ฟัง เธอทั้งคู่ต่างมีแฟนที่น่ารัก และอยู่ด้วยกันมาเกือบสิงปีทั้งคู่ ความรักของทั้งสองคู่คือความรักที่เฮลธ์ตี้ คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวทุกครั้งเมื่อได้คุยกับเพื่อนทั้งสองคนก็คือ “คบนานขนาดนี้ มันไม่มีเบื่อไม่มีนอกใจบ้างเลยเหรอ” อยากรู้มานาน สุดท้ายก็เลยถามเพื่อนให้กระจ่างความสงสัยให้ตัวเองไปเลย

Birth order & Relationship คู่ไหนจะเข้ากัน ตามลำดับการเกิด

เคยได้ยินมาว่าคู่รักที่เข้ากันได้ดีมักจะเป็นคู่ที่ คนนึงเป็นพี่โตสุดในครอบครัว และ อีกคนมาจากครอบครัวที่ตนเป็นน้องเล็กสุด Dr. Kevin Leman ได้เขียนหนังสือเยอะมากจนได้รับรางวัลมากกว่า 50 เล่ม หนึ่งในนั้นคือ“The Birth Order Book: Why You Are the Way You Are” ซึ่งด็อกเตอร์เขาได้เขียนเกี่ยวกับนิสัยของคนที่มีผลมาจากลำดับการเกิดของเรานั่นเอง ทางเรารู้สึกว่ามันว้าวมากเลยอยากจะมาแชร์ ทุกคนจะได้เข้าใจความคิดของตัวเองและคนอื่นมากขึ้น รวมถึงเรื่องรักๆด้วยว่าเวลามีแฟนจะเป็นยังไงกันบ้าง คู่ไหนหมาะกัน หรือคู่ไหนต้องปรับยังไงดี มาลองเชคกันดูสิ้ นิสัยของลูกคนโต นิสัยของลูกคนโตเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ : ส่วนมากจะเป็นผู้นำในความสัมพันธ์ เพราะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร จะทำยังไงให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ด้วยความที่เคยชินกับการได้เป็นผู้ควบคุมดูแลน้องที่บ้าน สามารถผลักดันคู่รักให้ประสบความสำเร็จได้ แต่ระวังเรื่องการบงการชีวิตคนรักมากจนเกินไป นิสัยของลูกคนกลาง นิสัยของลูกคนกลางเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ : ลูกคนกลางจะจริงจังในความสัมพันธ์แบบว่านึกไปถึงงานแต่งงานเลย เพราะชอบใครก็จะชอบเลยแล้วก็อยากอยู่ด้วยนานๆ ชอบให้แฟนเป็นเหมือนเพื่อนสนิท และเขาบอกว่าลูกคนกลางมักจะมีความสุขกับเรื่องบนเตียงมากกว่าคนอื่นๆ แต่มีนิสัยชอบปิดบังความรู้สึกของตัวเองมากกว่าที่จะพูดออกมา เลยอาจจะทำให้คู่เกิดความสับสนได้ นิสัยของลูกคนเล็ก นิสัยของลูกคนเล็กเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ : มักจะมีรักแบบเปิดเผย แล้วจะชอบคนที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ ต้องการคนมาช่วยดูแลในเรื่องต่างๆ เป็นคนที่จะสามารถ entertain คู่รักได้ดี […]

4 สิ่งในความเป็น Katy Louise Saunders ผู้เอาหัวใจสามีแห่งชาติ ซงจุงกิ ของเราไป!!

เป็นเหมือนคนบ้าหัวเราะทั้งน้ำตาพอรู้ว่าเขาเป็นของคนอื่นไปแล้ว ซงจุงกิได้มีความรักกับ Katy Louise Saunders ดีใจไปกับเขา แต่ก็เศร้าอยู่มาก เลยอยากรู้จักเธอ ได้ความมาว่าเธอเริ่ดอยู่นะ หลังจากที่โลกโซเชียลทั้งไทยแลนด์และภาพพื้นเอเชียต้องสั่นสะเทือนกับข่าง ซงจุงกิไม่โสดแล้วนะ ยังไม่พอ เขามีความสัมพันธ์กับแฟนสาว Katy Louise Saunders มาสักพักแล้วด้วย ยังไม่พอหนุ่มจุงกิได้ชี้แจงว่าพวกเขากำลังจะจดทะเบียนสมรสกัน โอ้โหทำไมถึงได้ปุ๊บปั๊บเพียงนี้ใช่มั้ยล่ะคะ ก็เลยต้องมาเล่าซะแล้วว่าสาวคนนี้คือใคร ทำไมเธอถึงได้หัวใจเขาไปกันนะ 4 สิ่งที่คนรักซงจุงกิจะต้องรู้เกี่ยวกับเธอรัวๆ เลยนะ 1. เธอเป็นสาวอังกฤษ เกิดที่อังกฤษ แต่โตในอิตาลี คิดดูว่าผู้หญิงอังกฤษที่พูดอิตาเลี่ยนคล่องปรื๋อจะเซ็กซี่แค่ไหน แค่สำเนียงอังกฤษใครได้ฟังก็ตายๆๆๆ แล้ว นี่ยังมาสปีคอิตาลิอาโนอีก ทั้งร้อนฉ่าและมีความเป็นผู้ดีในตัว เริ่ดอะ เธอเป็นนางแบบ นักแสดง หน้าตาสวยไม่แพ้ดาราฮอลลีวู้ดทั้งหลาย เธอมีผมสีน้ำตาลเข้ม ตาสีน้ำตาลเข้ม ร่างเล็ก หน้าคมๆ สไตล์ลิลลี่ คอลลินส์ ที่ดูรั้นๆ ซนๆ แล้วก็น่ารักมากๆ เลย เธอมีแม่เป็นโคลัมเบียน พอเธอเป็นอังกฤษ เธอเกิดปี 1984 ตอนนี้เธออายุ 38 ปี เธอเรียนโรงเรียนอังกฤษในโรม […]

ออฟฟิศท็อกซิก ทำงานกระอักเป็นพิษทุกลมหายใจ

บางทีก็ไม่เข้าใจว่าว่า 2023 แล้วนะ ทำไมบรรยากาศในที่ทำงานไม่เคยทำให้เรารู้สึกใจเป็นสุขได้เลย ก็อาจจะเป็นเพราะหัวหน้าก็ยังปรี๊ดใส่เหมือนเดิม เพิ่มเติมจะหนักขึ้นกว่าเก่า เพื่อนในที่ทำงานหน้ายิ้มๆ แต่สุดท้ายก็ขี้เม้าท์ วันดีคืนดีก็ทะเลาะกันกลางกรุ๊ปไลน์ อยู่ที่ไหนก็รู้สึกว่างานตามหลอกหลอนทำให้ไม่มีความสุขไปทุกที่ ความสับสนคือเงินก็อยากได้ แต่ก็เหมือนไม่มีความเป็นตัวเอง อยากผ่านจุดนี้ไปให้ได้สักที ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาคลาสสิคมานานแค่ไหน ก็อยากให้สาวๆ มีทางออกไว้ในใจอยู่บ้าง 1. คิดถึงออปชั่นที่เรามี เชื่อแหละว่าทุกคนต้องตั้งคำถามว่าลาออกเลยดีมั้ย ทำต่อคุ้มมั้ยกับความเครียด แต่ถ้าออกไปแล้วไม่มีงานไม่มีเงินจะหนักกว่าเดิมหรือเปล่า แต่บางครั้งพอเดินไปบอกว่าลาออกดันได้ข้อเสนอเพิ่มเงินเดือนหรืออะไรล่อใจเข้าไปก็อาจทำให้เราเอาชนะความท็อกซิกแล้วอยู่ต่อก็ได้ และก็อย่าลืมว่าต้องเป็นคนเก่งที่เขาอยากได้จริงๆ เพราะถ้าพูดลาออกแล้วคนที่ไม่มีงานอื่นหรือแผนสองเลยก็อาจจะอยู่ยาก 2. หรือมันอยู่ที่ใจเรา? โค้ชด้านการทำงานอย่างอีไล โบห์มอนด์แนะนำเอาไว้ว่าไม่เอาใครอยากให้ตัวเองมีจุดจบอยู่กับสังคมทำงานแย่ๆ หรอก แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินว่าอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ใช่ก็มาจากใจเราทั้งนั้น ลองคิดดีๆ เวลาที่หัวหน้าด่าเขาอาจคิดว่าการกดดันทำให้คนพัฒนาขึ้นซึ่งก็ใช้ได้ผลกับบางคน หรือเขาไม่รู้เลยว่าการด่าของเขาทำร้ายจิตใจคนอื่นแค่ไหน และการรับพลังงานลบกลับมาแล้วเครียด เพราะใจของเราที่ปรุงแต่งไปด้วยอารมณ์ ลองวางใจให้เป็นกลาง ให้เตรียมรับกับ 3 คำถามนี้ว่า 3. มีคนระบายที่ไว้ใจได้ อะไรที่คุณมองว่าไม่ดี ต้องมีอีกหลายที่รู้สึกเหมือนกัน เป็นกลุ่มคนที่เข้าใจกัน ปรับทุกข์ปลอบใจ หาวิธีช่วยกันให้รอดพ้นสถานการณ์แย่ๆ พวกนี้ แต่ก็ต้องระวัง คนบางคนเหมือนเป็นห่วงแต่อาจเป็นยัยนกสองหัว 4. มีเมตตากับตัวเอง คุณอีไลบอกว่าเราจะถามตัวเองว่าเราควรต้องทนให้มากกว่านี้มั้ย เราควรจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเองยังไง เราควรพูดออกไปเลยดีหรือเปล่า นี่คือสัญญาณที่เราไม่เป็นตัวเอง […]




Self Love

“ทำไมฉันรู้สึกแปลกๆ เวลามีคนชม” ลองเปิดใจยิ้มรับ และขอบคุณดูไหม?



สงสัยมาตลอดเวลาเราชมใคร หรือกับตัวเราเองที่ถูกชม แล้วแทนที่คนนั้นจะสบตา ขอบคุณ ยิ้ม กลับเจอการปฏิเสธตัวเองแนวว่า “ไม่หรอกค่ะ ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ไม่เก่งมากหรอกค่ะ มีคนเก่งกว่านี้เยอะเลยค่ะ” ทั้งๆ ที่บางทีอาจเป็นแค่คำชมธรรมดาจากคนใกล้ชิด “โหวว วันนี้สดใสนะ” อะไรแบบนี้

ทำไมเราอึดอัดใจเมื่อได้รับคำชม?

มันมีเหตุผลกว้างๆ อยู่ไม่กี่ข้อ หนึ่งในนั้นก็คือเราอาจรู้สึกไม่มั่นใจ เมื่อคนเราไม่มีความมั่นใจในตัวเองเท่าไหร่ ก็จะรู้สึกว่าไม่คู่ควรกับการได้รับคำชื่นชม หรือแม้แต่คำพูดดีๆ เท่านั้น จะรู้สึกไม่แน่ใจว่ามันเป็นความจริง ถ้าเลือกได้ขอให้ไม่มีใครมาสนใจเลยจะดีกว่า ไม่อยากให้ใครเห็นด้านดี เพราะเขาอาจจะมองเห็นด้านแย่ของเราด้วย 

ส่วนคนที่มั่นใจในตัวเองมากประมาณหนึ่ง ก็อาจจะรู้สึกเห็นด้วยนะ แต่จะยอมรับมันดีไหม เพราะอาจคิดว่าสังคมน่ะ ไม่ชอบคนมั่นหน้าเท่าไหร่หรอก พวกเขาอยากให้เราดูถ่อมตัวกับคนชมมากกว่า 

หรือเราชินกับการเด้งกลับทุกอย่างเป็นเรื่องลบ พอใครมาชมเราเลยเอ๊ะ! ขึ้นมาทันที นั่นคือเรากำลังมีกำแพง

และอีกเหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะไม่ชินเวลามีคนชม เราอาจโตมากับครอบครัวที่ไม่ค่อยใช้คำชมต่อกัน หรือเคยมีเหมือนกันนะ เด็กที่ถูกพ่อแม่พูดตลอดให้ฟังตั้งแต่เล็กเวลาคนมาชม “อย่าไปชม เดี๋ยวมันเหลิง” 

COURTESY OF NETFLIX © 2020

คำชมคือคำให้กำลังใจเราได้เหมือนกัน

ไม่ว่าเราจะเป็นยังไงก็ตาม จริงๆ การยอมรับคำชมนั้นจะทำให้ใจเราพองโต และรู้สึกมีกำลังใจกับตัวเองได้นะ เหมือนกับที่เราเองได้มอบคำชมให้คนอื่น แล้วเขาบอกเราว่ามีกำลังใจจัง เราก็มีคุณค่าพอที่จะได้รับสิ่งนั้นด้วยเหมือนกัน เราเลยอาจต้องเปลี่ยนแอตติจูดมาเป็นยินดีกับคำชม และถ้าไม่ชินจริงๆ ก็ต้องฝึก ไม่ตั้งกำแพงก่อน อ่อนโยนกับใจตัวเอง ยิ้มรับ ขอบคุณ และฝึกทำกลับไปที่คนอื่นๆ ด้วย 

ลองวิธีตามนี้จากเรานะ

1. หาจุดตรงกลาง รับคำชมแบบไม่น่าหมั่นไส้ 

ถ้าเราเขิน กลัวดูน่าหมั่นไส้ ไม่ชิน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนบนโลกที่ได้รับคำชมแล้วเลือกที่จะถ่อมตัว หรือผลักคำพูดดีๆ เหล่านั้นให้ไกลออกไป พวกเขายอมรับและคนรอบตัวก็ไม่ได้รู้สึกขัดหูขัดตา หมั่นไส้ในความมั่นหน้าของพวกเขาด้วย รับคำชมอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เทคว่ามันเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ในชีวิต ยิ้มรับ กล่าวขอบคุณ และมองเห็นสิ่งดีในตัวคนอื่นเช่นกัน

2.อย่าลืมขอบคุณ

ยิ้มรับ และขอบคุณเป็นอาการที่น่ารัก และทำให้เราสดใสขึ้นได้แน่นอน ไม่ต้องอยู่กับคำชมนั้นนานก็ได้ถ้ารู้สึกอึดอัด ก็ค่อยๆ เปลี่ยนหัวข้อ หรือชมคู่สนทนากลับไป แต่อาจจะมีช่วงที่ปล่อยให้คนชมได้อธิบายสักหน่อยก็ได้ว่า ทำไมเธอถึงคิดอย่างนั้น(ถ้าเธออยากจะพูดน่ะนะ) แล้วเอาคำชมนั้นน่ะกลับมาสะท้อนกับตัวเองว่า เราพัฒนาต่อได้นะ เราทำได้ดีกว่านี้ได้ เป็นแรงใจให้ตัวเองดีด้วย

3.เขาชมในสิ่งที่เราเองทำเพราะก็คิดว่าดี

อย่างเช่น เขาชมชุดที่เราใส่ว่าสวย ก็ถูกแล้ว ถ้าไม่สวยเราก็คงไม่ใส่ (อันนี้ไม่ต้องพูด) อาจจะตอบกลับไปว่า “ขอบคุณ ฉันเห็นชุดนี้ครั้งแรกแล้วรู้เลยว่ามันใช่” ไม่ต้องรู้สึกเขินอายในรสนิยมของเรา หรือทำผลงานได้ดีมาก ก็เป็นเพราะเราตั้งใจกับมันจริงๆ รับคำชมเท่าที่งานได้ถูกนำเสนอออกไป ส่วนที่อยากทำให้ดีขึ้น เราไม่พูด แต่ทำกับงานต่อไปแทน “ขอบคุณมากเลยค่ะ ฝากติดตามงานต่อไปด้วยนะคะ”

4.เปิดใจกว้างรับคำชมนั้น

การรับคำชมจากใจที่จริง เหมือนเราได้ฝึกเปิดใจตัวเองให้กว้างขึ้นด้วยนะ เรากำลังรับน้ำใจที่คนอื่นมองเห็นในตัวเรา และลดกำแพงตัวเองลง ถ้าเราไม่สงสัยว่าเขาจริงใจจริงหรือ หรือสงสัยว่าเราเป็นแบบนั้นหรือ นั่นคือเรากำลังให้ความสัมพันธ์อะไรบางอย่างของเรากับเขา เล็ดลอดเข้ามาแล้วล่ะ มิตรภาพอาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ จากเรื่องแบบนี้เลย

อ่านเรื่องราวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ทาง CleoThailand หรือ FB: @CleoThailand

More