ดาโคต้าบอก..แอนโตนิโอ(พ่อเลี้ยง) เปลี่ยนครอบครัวของเธอ ‘ตลอดไป’ ด้วยความรักของเขา

ดาโคต้า จอห์นสัน (Dakota Johnson) เป็นนางเอกที่สวยและมากด้วยความสามารถ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ.. ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเอกรุ่นใหญ่ แอนโตนิโอ แบนเดอราส (Antonio Bandares) กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ

ความรักแบบ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่ต้องการแค่อ้อมแขนและคนคุยกันลื่นไหล

ประโยคของเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่เราเองก็รู้สึกแบบเธอเป๊ะๆๆๆ อยากมีใครที่ใช่ คุยกันรู้เรื่องและเล่าเรื่องของวันนี้ที่เจอให้เขาฟัง สำหรับผู้หญิงที่ต้องออกไปสู้โลกทุกวัน สู้คนเดียว ต้องเข้มแข็งให้ได้ อ่อนแอยังไงก็ต้องเก็บเอาไว้ ความรู้สึกอยากมีใครสักคน อาจไม่ใช่ว่าเขาต้องมาดูแล มาหาเงิน หาบ้านอะไรให้ แต่คือความรู้สึกที่ละทุกอย่างของวันออกไป แล้วเข้าไปซุกในแขนของเขาหันไปบอกกับเขาว่า “วันนี้แย่จัง เหนื่อยจัง” เขาอาจจะดึงเราเข้าไปกอดให้แน่นขึ้น เอามือลูบหัวเรา แล้วบอกเราว่า “ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นนะ” ข้อดีของการมีคนรักที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คือเขาจะรู้ทุกโมเมนท์ของชีวิตเรา ว่าช่วงไหนเราเป็นยังไง เขาจะซัพพอร์ตจิตใจเราได้ทัน และคอยเป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่คิด เป็นคนรักที่จูงมือเราไปสูดอากาศดีๆ แล้วเพียงไม่กี่นาที โลกทั้งโลกก็หายไป เรารู้สึกสบายใจและช่างผ่อนคลายเหลือเกิน เหมือนที่เจนนิเฟอร์ อนิสตันเคยบอกหลังจากเลิกกับจัสติน เธอโรซ์สามีของเธอเมื่อปี 2018 ว่า “ไม่มีใครที่เรดาร์ฉันกระดิกได้ แต่ฉันว่าถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ฉันพร้อมจะแชร์ชีวิตของฉันกับใครอีกคนแล้ว” เจนนิเฟอร์บอกว่า “ในความสัมพันธ์ เรื่องโรแมนซ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ” สำหรับเธอเลย เธอรักในการเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชาย เธอคือผู้หญิงที่สร้างตัวเองมาด้วยตัวเอง เจนบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอจะเริ่มขึ้นได้เพียงมี “บทสนทนาที่ลื่นไหลตั้งแต่ได้คุยกันครั้งแรก” นั่นเป็นสัญญาณที่ดี “เขาต้องมั่นใจในตัวเอง แต่ไม่เยอะไป มีอารมณ์ขัน แล้วก็ขอร้อง ขอร้องเลยนะว่า เขาต้องใจดีกับผู้คนด้วย” […]

Q: ทำไมฉันเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เลิกคบไปไม่ได้?

คำถามคาใจตัวเองทุกครั้งที่เริ่มคบใคร ไปไม่รอดแล้วยังเป็นเพื่อนกันก็ไม่ได้! Q: “ฉันมีเพื่อนผู้หญิงเยอะเลยนะ แต่ยากมากจะมีเพื่อนผู้ชายที่สนิท แล้วพอคบใครหลังจากนั้นก็เป็นเพื่อนกับพวกเขาไม่ได้ ไม่ได้เลิกกันไม่ดีนะ แต่ไม่ชินที่จะมีเพื่อนผู้ชาย เลยทำให้ฉันคบผู้ชายเยอะ คบแล้วเลิกๆ และหายกันไปเลยตลอดเวลา แล้วพอมาชอบเพื่อนตัวเอง หรือชอบผู้ชายที่ทำงาน ก็ไม่กล้าไปต่อ กลัวจะเสียเพื่อนไปเลยแล้วไง?” A: ซื่อตรงกับตัวเองที่สุดก่อน ว่าจริงๆ คุณต้องการผู้ชายที่ดีจริงสำหรับชีวิตด้วย! เหมือนกับว่าคุณคิดว่าคุณน่ะคงไม่ดีพอจะเป็นเพื่อนกับใครได้ และคงมีอะไรผิดๆ ในความสัมพันธ์ที่ทำให้รักษาความเป็นเพื่อนไว้ไม่ได้ เราอยากให้คุณยอมรับตรงๆ กับตัวเองก่อนว่า “คุณต้องการความสัมพันธ์ที่ดี และผู้ชายที่รักคุณ” ลองเขียนคุณสมบัติเริ่ดๆ ในตัวคุณสัก 10 ข้อ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา รูปร่างนะ และบอกเลยว่าทุกคนที่คุณจะเจอต่อไปนี้ เขาจะได้รับสิ่งดีของคุณเช่นนั้น แล้วลองมองหาผู้หญิงที่คุณชื่นชม ว่าเธอช่างสามารถเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เคยคบได้  ดูวิธีที่เธอคุยกับพวกเขา ดูบุคลิก รอยยิ้ม ท่าทาง ลองเรียนรู้แล้วลองเอาไปใช้เวลาเดทกับใคร ที่สำคัญเวลาเดทกับใครเปิดกว้างกับเขาไปเลยว่า คุณอยากรเรียนรู้จักเขา อยากเป็นเพื่อนกับเขาให้ดีก่อน ต้องใจแข็งไว้นะถ้าเขาจะมาขออะไรที่เป็นทางกายกับเรา เอาให้ชัวร์ในความเป็นเพื่อนแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า สุดท้ายเลยอยากบอกว่าลองไปโฟกัสชีวิตด้านอื่นด้วย ให้เราเอนจอยกับตัวเอง เป็นเพื่อนกับตัวเองให้ดี ถ้าเรามัวแต่เคลิ้มถึงหนุ่มในออฟฟิศ หรือเพื่อนของเพื่อน หรือบางทีอาจเผลอไปเคลิ้มแฟนเพื่อน เราก็อาจกลายเป็นคนคลั่งรัก และคาดหวังในความสัมพันธ์เกินไป จนมองข้ามความเข้ากันได้ […]

3 คำเตือนจากกูรูเรื่องงาน “ถ้าไม่เริ่ดจริง ขอเงินเดือนแรงแบบนี้ อาจพังได้นะ”

เป็นมุมเรื่องงานที่บางทีก็ลืมมองตัวเองไป ขอยอมรับและโล่งๆ กับตัวเองพิจารณาอีกครั้ง “เราคิดว่าเราเก่ง” หรือที่ผ่านมา “หัวหน้าเราน่ะเก่ง” กันแน่! เป็นหนึ่งในคำเตือนที่เราว่าสุดจะดึงเราให้กลับมามองตัวเอง เจฟฟ์ อาร์ แดเนียล กูรูเรื่องงานในอเมริกาเตือนคำทำงานที่เปลี่ยนงานเพื่อจะจั๊มเงินเดือนมาว่า “บางครั้งคนเราก็คิดว่าตัวเองเก่งเกินความสามารถจริง” เขาบอกว่าหลายๆ คนทำงานความเก่งของเขาไม่ใช่ตัวเขาเองล้วนๆ แต่เป็นเพราะ “เขามีหัวหน้าที่เก่ง” หรือมี “ทีมงานที่เก่ง” “คนทำงานที่อาจจะโชคดีหรือโชคร้ายนี่ล่ะ ที่มีหัวหน้าเก่งกาจไปหมด แถมยังใจดูปกป้องทุกสิ่งให้ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาหลบอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้นมาตลอด พอมาถึงตอนที่หัวหน้าแยกวงไป เขาก็จะเคว้งคว้าง ตอนนี้ล่ะที่เขาต้องเลือกงานใหม่ เขาเลยจั๊มตัวเองให้สูงไปเลย ซึ่งอาจทำให้ร่วงลงมาได้ ถ้าไม่ประเมินการทำงานของตัวเองให้ดีก่อน” เจฟฟ์บอกว่าคนเรามีเหมือนกันที่โชคดีมีหัวหน้าคอยปาดทุกเรื่องให้ เขายืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้น แต่สายตากลับเข้าไปสวมเป็นหัวหน้า เวลาเขาเปลี่ยนงานเขาใช้สายตานี้ล่ะที่พาเขาไป ไม่ว่าจะเป็นการขอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิมมากๆ ขอตำแหน่งและอีกหลายสิ่งที่เขาคิดว่าเขาสมควรจะได้ เขาลืมมองไปว่า “เขาอาจไม่เก่งพอ” เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา เรื่องยากๆ ที่ทำให้โปรไฟล์เขาดูดีน่ะ เป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมทีมปาดให้ทั้งนั้น เจฟฟ์เลยมอบ 3 คำเตือนที่อยากให้ทุกคนที่กำลังจะเปลี่ยนงาน ถามตัวเองดังๆ ก่อนว่า… สุดท้ายถ้าเรายังคิดว่าเราสมควรได้รับอะไรที่เริ่ดกว่าเดิมมากจริงๆ ถ้าเราเก่งจริงลุยเลย แต่ถ้าไม่ใช่คิดเผื่อด้วยว่า เราจะได้รับความกดดันจากงานใหม่นั้นขนาดไหน เพราะถ้าพลาดเราอาจเสียความมั่นใจไปเลย อย่าลืมคิดด้วยว่าบางครั้งสิ่งที่มาเหนือความเก่งอีกอย่าง ก็คือเรื่องของบารมี พลัง ความมั่นใจ […]




Self Love

19 ข้อกระตุกตัวเองว่าเราหลงตัวเอง หรืออีโก้เกินไปมั้ย?



เมื่อเรารู้สึกว่าโลกทำร้ายเรา ตัวเราคือศูนย์กลางของทุกสิ่ง ก็ไม่เป็นไรนะถ้าเราจะรู้สึกแบบนี้กับตัวเองบ้าง แต่ถ้ามันมากเกินไป เราอาจกลายร่างเป็น “คนหลงตัวเอง” ประเด็นคือเราจะมืดบอดขึ้น และเอาสิ่งที่ตัวเองเป็น และเชื่อมายึด และอาจตกหลุมรักตัวเอง หรือเอ็นดูตัวเองเกินไป ก็อาจบั่นทอนอะไรบางอย่างในระยะยาวได้นะ เช็คเลยว่าเราเป็นแบบนี้หรือเปล่า?

1. ชอบพูดแต่เรื่องตัวเอง

เราจะพูดสิ่งที่เราคิด เราเป็น ความสามารถ ความสำเร็จของตัวเอง และก็อาจเกินจริง ไม่จริงแท้ เราเหมือนเอาอะไรมาสวมตัวเราแล้วเชื่อแบบนั้น ข้อเสียคือเราจะละเลยความห่วงใยของคนอื่น และความคิดของคนอื่นจนเกินไป

2. มีแต่ความแฟนตาซีในหัว

ทั้งความสำเร็จ ความดัง ความเจ๋งอะไรต่างๆ ของเรา เราคิดว่าเรารอบรู้ มีประสบการณ์ และเรารู้สึกว่าคนอย่างเราควรได้สิ่งที่ดีที่สุด บ้าน รถ เสื้อผ้า สเตตัส ในทางตรงข้ามนั่นอาจสะท้อนความกลวงข้างในของเรา และความไม่ค่อยอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงเลยก็ได้นะ และถ้าเราไม่ได้รับสิ่งที่เราแฟนตาซีไว้ ก็อาจหงุดหงิด ไม่พอใจตามมาเลยล่ะ

3. เชื่อว่าเราเหนือกว่าคนอื่น

ก็คือเชื่อว่าคนพิเศษแบบเราเท่านั้น ถึงจะเข้าใจสิ่งที่เราเป็น เคยได้ยินประโยคคุ้นๆ มั้ยทำนองว่า “คนที่ไม่เคยผ่านมาแบบฉัน ไม่เข้าใจหรอก” อะไรแบบนี้ล่ะ และก็ใฝ่ฝันอยากมีผู้คนแบบนั้นอยู่รอบๆ ตัวด้วย และคนแบบนี้ก็มักจะมองแต่จุดด้อยของคนอื่น มากกว่าสิ่งที่เขาเป็นเขา

4. ต้องการคำชื่นชมเสมอๆ

ถึงคนแบบนี้จะบอกโลกว่าเขามั่นใจ เขาอยู่ได้เพียงใด แต่ลึกๆ เขาน่ะต้องการคนมาเยินยอสรรเสริญมาก ใครไม่เข้าพวก เขาจะไม่รับฟังเลย ต้องคนที่ชื่นชมเขาเท่านั้น เขาเลยกระตุกง่ายมาก ถ้ามีใครวิจารณ์อะไรเขา หรือถ้ามีเมนท์อะไรที่บอกถึงความกลัวของเขา ความไม่มั่นคงทางใจของเขา เขาจะโกรธและสั่นไหวอย่างแรงเลยแหละ

5. ต้องการได้รับการทรีทดีๆ

คนหลงตัวเองมักจะมีเซนส์ที่รู้สึกว่า “เขาควรได้รับการทรีทดีๆ” จากโลก จากสังคม เขาต้องการได้รับความพิเศษประหนึ่งว่าเขาเป็นผู้กอบกู้โลก และถ้าไม่ได้ เขาก็จะเหวี่ยงๆ อึดอัดๆ นั่นก็เพราะสิ่งที่เขาต้องการที่สุด คือทุกอย่างที่มาเติมความต้องการของตัวเขานั่นล่ะ และเขาก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่า เขาเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมากเกินไปแล้ว

6. เอาเปรียบคนอื่น

คนที่มีอาการหลงตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ เขามักคิดว่าตัวเขามีแรงดึงดูด มีออร่า มีคนรัก คนชื่นชมเขา และเขาทำอะไรก็ดูน่าตื่นเต้นสำหรับคนอื่นไปหมด เขาก็เลยมักไม่ค่อยกังวลว่าคนจะทำในสิ่งที่เขาต้องการไหม เพราะเขาคิดว่ายังไงก็ต้องได้รับสิ่งนั้น แต่ถ้าเกิดเขาไม่ได้ขึ้นมา เขาก็พร้อมจะเอาเปรียบคนอื่น หรือเทคกลับแบบเอาให้คุ้มกับความรู้สึกที่เสียไป เขาเลยไม่ค่อยมีเพื่อนแท้สักเท่าไหร่

7. อิจฉาคนอื่น

คืออาการปกติของคนหลงตัวเองเลยล่ะ เพราะว่าพวกเขามีความนับถือตัวเองต่ำ และอยากที่จะเหนือคนอื่น เวลาเขาเห็นคนอื่นมีอะไรที่เขาไม่มี ก็เลยจะอิจฉาในใจหนักมาก และเขาก็เชื่อว่าคนอื่นอิจฉาเขาด้วยเหมือนกัน

8. ยินดีที่จะเป็นศูนย์กลางความสนใจของคนอื่น

ก็เพราะเขามีความนับถือตัวเองต่ำ และอยากจะเหนือคนอื่น เขาก็เลยต้องการความสนใจจากคนอื่นตลอดเวลา เขารู้สึกว่าเขาต้องพูดแต่เรื่องของตัวเอง และก็แอบๆ อวดความสำเร็จของเขาอยู่นะ แซนเดอร์ แอน เดอร์ ลินเดน นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์บอกว่า “มีคนหลงตัวเองอยู่สองแบบคือ คนแนวชอบอวด กับคนแนวสั่นไหว คนที่ชอบอวดน่ะ ก็จะมาสายจองหอง ชอบพูด รักตัวเอง และต้องการให้คนชื่นชอบ”

9. ไม่ค่อยมีความเห็นใจ

ก็ไม่แปลกเพราะเขามักจะเห็นแต่ตัวเอง คนหลงตัวเองเลยไม่ค่อยเห็นใจคนอื่น เขาจะสอบตกในการจะเข้าใจความต้องการของคนอื่นไปเลย คอรี่ นิวแมน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียบอกว่า “คนแบบนี้เขาอาจจะบ่นเรื่องพ่อของตัวเอง ให้กับเพื่อนที่พ่อเพิ่งเสียฟังแบบไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้นะ” เลยเชียวล่ะ

10. เขาทะเยอทะยานแบบถึงขีดสุด

มีความทะเยอทะยานไม่ผิดเลยนะ แต่คนหลงตัวเองเขาจะมีมากเกินขีดจำกัดของคนอื่น นักบำบัด คีล แมคบริด์แห่ง Health.com บอกว่า “เขาจะฝันว่าถ้าเขามีอำนาจ มีความดังเหนือคนอื่นขึ้นไปๆ มันจะเป็นยังไงกันนะ เขาจะต้องรวยขึ้น ดังขึ้นๆ ให้ได้”

11. จริงๆ แล้วเขาไม่มั่นคงกับตัวเองมากๆ เลย

ฟังดูย้อนแย้งนะ แต่ความจริงคือคนหลงตัวเอง เขาจะรู้สึกไม่มั่นคงกับตัวเองนั่นแหละ เขาเลยคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น แซนเดอร์บอกว่า “เขามักจะรู้สึกไม่มั่นใจ ไม่มั่นคงในตัวเองลึกๆ ตลอดเวลา เขาเลยต้องคอยหาแรงเชียร์จากคนอื่น และเขาต้องการแต่เสียงเชียร์แง่บวกเท่านั้นด้วยนะ” เพราะถ้าเขาโอเคกับตัวเองจริงๆ มีแก่นให้ตัวเองจริงๆ ใครคิดลบกับเขา เขาก็อาจเฉยๆ ไม่โต้ตอบ เรียกว่าไม่สนใจเลยดีกว่า

12. แน่นอนว่าเขาคิดว่าตัวเองมีเสน่ห์ในสายตาคนดื่น

เขาจะแสดงความมั่นใจ รอยยิ้ม บุคลิก ท่าทีที่เขาคิดว่าคนอื่นต้องชอบเขาออกมา แต่ถ้าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ เขาอาจจะกลายเป็นอีกคน อาจจะก้าวร้าว เอาแต่ใจตัวเองแบบหนังคนละม้วนเลยก็ได้นะ คนแบบนี้เขาจะชอบใช้เสน่ห์ของตัวเองควบคุมคนอื่นนั่นเอง เคยเห็นคนที่พยายามสาดออร่าของตัวเองใส่คนอื่นไหม นั่นล่ะแปลว่าเขากำลังเรียกร้องให้ทุกคนสนใจเขา และเขาอยากเป็นคนป๊อปปูล่าร์ท่ามกลางคนเหล่านั้นนั่นล่ะ

13. การแข่งขันคือสิ่งที่เขาเลิฟมาก

“เขาต้องชนะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม” โจเซฟ เบอร์โก นักจิตบำบัดแห่ง Health.com ได้บอกไว้ และที่เขาอยากชนะก็เพราะ เขาไม่สามารถจะยินดีกับชัยชนะของคนอื่นได้ ทุกคนเลยดูเหมือนเป็นคู่แข่งกับเขาไปหมด

14. มีความแค้นสุมเลยล่ะ

ถึงคนที่หลงตัวเองมักจะดูมั่นใจ แต่ในทางตรงข้าม ถ้าเขารู้สึกมีใครทำอะไรเขาหน่อย เขาจะแค้นขึ้นมาเลย และก็ต้องหาทางโต้กลับแน่นอน “ถ้าเขารู้สึกถูกทอดทิ้ง มีคนหยามเขา เขาจะไม่มีวันปล่อยไปได้”

15. เขารับมือกับคำวิจารณ์ได้ไม่ดี

โอเคนะไม่มีใครชอบเวลามีใครมาวิจารณ์เราหรอก แต่กับคนหลงตัวเองเขามักเป็นหนักกว่าคนอื่นๆ เขาแทบจะรับมือไม่ได้ ลืมไม่ได้เลยล่ะ และก็มักโต้กลับแบบผิดๆ ด้วย แซนเดอร์บอกว่า “คนที่หลงตัวเองเขามักมีกระบวนการป้องกันตัวเองสูงมาก ถ้าเขาเจอกับคำวิจารณ์ไม่ดีเรื่องตัวเขาเอง เขาจะโต้กลับแบบสาดความโกรธออกมาอย่างเห็นได้ชัด”

16. เพอร์เฟ็คชันนิสท์คืออีกสิ่งที่เขาเป็น

ถ้าเขานึกถึงแต่ตัวเองตลอด ก็แน่นอนที่เขาต้องอยากให้ตัวเองเพอร์เฟ็คท์ที่สุด คนแบบนี้เลยมักเป็นคนเป๊ะ ผลงานเขา สิ่งที่เขาทำต้องไม่มีใครติได้ เขาอยากเพอร์เฟ็คท์เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี และให้คนอื่นชื่นชมเขาที่สุดเลยล่ะ

17. ดีเพรสกับตัวเองด้วยเหมือนกัน

อีกสิ่งที่คนหลงตัวเองอาจพัฒนาไปเป็นก็คือ อาการดีเพรส ก็เพราะเขาโฟกัสกับตัวเองมาก เขาก็เลยกดดันตัวเองมากโดยไม่รู้ตัว ทำให้เขาดีเพรสง่าย มักมาคู่กับคนหลงตัวเองที่อีโก้สูงๆ หรือเป็นคนจองหอง ถ้าเขาพบกับความผิดหวังเขา ก็อาจเข้าโหมดดีเพรสไปเลยได้

18. ยากที่จะเข้าใจอารมณ์ส่วนลึกของตัวเอง

เขาจะขาดการหยั่งรู้ถึงต้นเหตุแห่งทุกข์ของตัวเองนะ ความกลัว ความไม่พอใจ ความละอายใจของตัวเอง เขาอาจสาวไปไม่ถึงว่า มันมาจากอะไร เพราะเขามักไปใส่ใจเรื่องคำชม ความดัง ความสำเร็จ มากกว่าจะหันเข้าสู่ต้นเหตุของหัวใจที่ไม่มีความสุข และยอมรับมันได้นั่นเอง

19. อย่าให้ใครมาดูถูกเขานะ

เขาจะเดือดมาก และไม่มีทางยอมรับได้ ถ้าเขาเจอปั๊บ เขาก็จะมีกลไกมาป้องกันตัวเอง และแอบแค้นจนอยากเอาชนะคนนั้นขึ้นมาเลย และเขาก็จะหาทางชนะให้ได้ด้วย

ถามว่าถ้าเป็นแล้วจะยังไงดี ถ้ารู้สึกว่าเป็นเยอะ แนะนำให้ปรีกษานักจิตบำบัด หรือจิตแพทย์ แต่ถ้าแค่เริ่มๆ ก็อาจให้เพื่อนช่วยเป็นกระจกให้เรา เปิดใจมากๆ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าใจเราจะยอมรับ และอยากแก้จริงๆ มั้ยด้วยนั่นล่ะ

อ่านเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ CLEO Thailand และ FB > CLEO

More