มีรักที่ดีอยู่แล้ว อย่า ใครคิดว่าไม่ต้องดูแล เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของรักที่อาจพังได้!!

หาความรักที่ดีว่ายากแล้ว แต่การดูแลและรักษาความรักนั้นให้อยู่ด้วยกันไปตลอดนี่ยากกว่าหลายเท่าเลยนะ หลายคู่พอคบกันไปนานๆ ก็เริ่มเบื่อ และเริ่ม “ละเลยความรัก” มีเพื่อนสนิทสองคนที่ชอบโทรมาเล่าเรื่องความรักให้ฟัง เธอทั้งคู่ต่างมีแฟนที่น่ารัก และอยู่ด้วยกันมาเกือบสิงปีทั้งคู่ ความรักของทั้งสองคู่คือความรักที่เฮลธ์ตี้ คำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวทุกครั้งเมื่อได้คุยกับเพื่อนทั้งสองคนก็คือ “คบนานขนาดนี้ มันไม่มีเบื่อไม่มีนอกใจบ้างเลยเหรอ” อยากรู้มานาน สุดท้ายก็เลยถามเพื่อนให้กระจ่างความสงสัยให้ตัวเองไปเลย

Birth order & Relationship คู่ไหนจะเข้ากัน ตามลำดับการเกิด

เคยได้ยินมาว่าคู่รักที่เข้ากันได้ดีมักจะเป็นคู่ที่ คนนึงเป็นพี่โตสุดในครอบครัว และ อีกคนมาจากครอบครัวที่ตนเป็นน้องเล็กสุด Dr. Kevin Leman ได้เขียนหนังสือเยอะมากจนได้รับรางวัลมากกว่า 50 เล่ม หนึ่งในนั้นคือ“The Birth Order Book: Why You Are the Way You Are” ซึ่งด็อกเตอร์เขาได้เขียนเกี่ยวกับนิสัยของคนที่มีผลมาจากลำดับการเกิดของเรานั่นเอง ทางเรารู้สึกว่ามันว้าวมากเลยอยากจะมาแชร์ ทุกคนจะได้เข้าใจความคิดของตัวเองและคนอื่นมากขึ้น รวมถึงเรื่องรักๆด้วยว่าเวลามีแฟนจะเป็นยังไงกันบ้าง คู่ไหนหมาะกัน หรือคู่ไหนต้องปรับยังไงดี มาลองเชคกันดูสิ้ นิสัยของลูกคนโต นิสัยของลูกคนโตเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ : ส่วนมากจะเป็นผู้นำในความสัมพันธ์ เพราะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร จะทำยังไงให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ด้วยความที่เคยชินกับการได้เป็นผู้ควบคุมดูแลน้องที่บ้าน สามารถผลักดันคู่รักให้ประสบความสำเร็จได้ แต่ระวังเรื่องการบงการชีวิตคนรักมากจนเกินไป นิสัยของลูกคนกลาง นิสัยของลูกคนกลางเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ : ลูกคนกลางจะจริงจังในความสัมพันธ์แบบว่านึกไปถึงงานแต่งงานเลย เพราะชอบใครก็จะชอบเลยแล้วก็อยากอยู่ด้วยนานๆ ชอบให้แฟนเป็นเหมือนเพื่อนสนิท และเขาบอกว่าลูกคนกลางมักจะมีความสุขกับเรื่องบนเตียงมากกว่าคนอื่นๆ แต่มีนิสัยชอบปิดบังความรู้สึกของตัวเองมากกว่าที่จะพูดออกมา เลยอาจจะทำให้คู่เกิดความสับสนได้ นิสัยของลูกคนเล็ก นิสัยของลูกคนเล็กเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ : มักจะมีรักแบบเปิดเผย แล้วจะชอบคนที่สามารถพึ่งพาอาศัยกันได้ ต้องการคนมาช่วยดูแลในเรื่องต่างๆ เป็นคนที่จะสามารถ entertain คู่รักได้ดี […]

4 สิ่งในความเป็น Katy Louise Saunders ผู้เอาหัวใจสามีแห่งชาติ ซงจุงกิ ของเราไป!!

เป็นเหมือนคนบ้าหัวเราะทั้งน้ำตาพอรู้ว่าเขาเป็นของคนอื่นไปแล้ว ซงจุงกิได้มีความรักกับ Katy Louise Saunders ดีใจไปกับเขา แต่ก็เศร้าอยู่มาก เลยอยากรู้จักเธอ ได้ความมาว่าเธอเริ่ดอยู่นะ หลังจากที่โลกโซเชียลทั้งไทยแลนด์และภาพพื้นเอเชียต้องสั่นสะเทือนกับข่าง ซงจุงกิไม่โสดแล้วนะ ยังไม่พอ เขามีความสัมพันธ์กับแฟนสาว Katy Louise Saunders มาสักพักแล้วด้วย ยังไม่พอหนุ่มจุงกิได้ชี้แจงว่าพวกเขากำลังจะจดทะเบียนสมรสกัน โอ้โหทำไมถึงได้ปุ๊บปั๊บเพียงนี้ใช่มั้ยล่ะคะ ก็เลยต้องมาเล่าซะแล้วว่าสาวคนนี้คือใคร ทำไมเธอถึงได้หัวใจเขาไปกันนะ 4 สิ่งที่คนรักซงจุงกิจะต้องรู้เกี่ยวกับเธอรัวๆ เลยนะ 1. เธอเป็นสาวอังกฤษ เกิดที่อังกฤษ แต่โตในอิตาลี คิดดูว่าผู้หญิงอังกฤษที่พูดอิตาเลี่ยนคล่องปรื๋อจะเซ็กซี่แค่ไหน แค่สำเนียงอังกฤษใครได้ฟังก็ตายๆๆๆ แล้ว นี่ยังมาสปีคอิตาลิอาโนอีก ทั้งร้อนฉ่าและมีความเป็นผู้ดีในตัว เริ่ดอะ เธอเป็นนางแบบ นักแสดง หน้าตาสวยไม่แพ้ดาราฮอลลีวู้ดทั้งหลาย เธอมีผมสีน้ำตาลเข้ม ตาสีน้ำตาลเข้ม ร่างเล็ก หน้าคมๆ สไตล์ลิลลี่ คอลลินส์ ที่ดูรั้นๆ ซนๆ แล้วก็น่ารักมากๆ เลย เธอมีแม่เป็นโคลัมเบียน พอเธอเป็นอังกฤษ เธอเกิดปี 1984 ตอนนี้เธออายุ 38 ปี เธอเรียนโรงเรียนอังกฤษในโรม […]

ออฟฟิศท็อกซิก ทำงานกระอักเป็นพิษทุกลมหายใจ

บางทีก็ไม่เข้าใจว่าว่า 2023 แล้วนะ ทำไมบรรยากาศในที่ทำงานไม่เคยทำให้เรารู้สึกใจเป็นสุขได้เลย ก็อาจจะเป็นเพราะหัวหน้าก็ยังปรี๊ดใส่เหมือนเดิม เพิ่มเติมจะหนักขึ้นกว่าเก่า เพื่อนในที่ทำงานหน้ายิ้มๆ แต่สุดท้ายก็ขี้เม้าท์ วันดีคืนดีก็ทะเลาะกันกลางกรุ๊ปไลน์ อยู่ที่ไหนก็รู้สึกว่างานตามหลอกหลอนทำให้ไม่มีความสุขไปทุกที่ ความสับสนคือเงินก็อยากได้ แต่ก็เหมือนไม่มีความเป็นตัวเอง อยากผ่านจุดนี้ไปให้ได้สักที ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาคลาสสิคมานานแค่ไหน ก็อยากให้สาวๆ มีทางออกไว้ในใจอยู่บ้าง 1. คิดถึงออปชั่นที่เรามี เชื่อแหละว่าทุกคนต้องตั้งคำถามว่าลาออกเลยดีมั้ย ทำต่อคุ้มมั้ยกับความเครียด แต่ถ้าออกไปแล้วไม่มีงานไม่มีเงินจะหนักกว่าเดิมหรือเปล่า แต่บางครั้งพอเดินไปบอกว่าลาออกดันได้ข้อเสนอเพิ่มเงินเดือนหรืออะไรล่อใจเข้าไปก็อาจทำให้เราเอาชนะความท็อกซิกแล้วอยู่ต่อก็ได้ และก็อย่าลืมว่าต้องเป็นคนเก่งที่เขาอยากได้จริงๆ เพราะถ้าพูดลาออกแล้วคนที่ไม่มีงานอื่นหรือแผนสองเลยก็อาจจะอยู่ยาก 2. หรือมันอยู่ที่ใจเรา? โค้ชด้านการทำงานอย่างอีไล โบห์มอนด์แนะนำเอาไว้ว่าไม่เอาใครอยากให้ตัวเองมีจุดจบอยู่กับสังคมทำงานแย่ๆ หรอก แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินว่าอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ใช่ก็มาจากใจเราทั้งนั้น ลองคิดดีๆ เวลาที่หัวหน้าด่าเขาอาจคิดว่าการกดดันทำให้คนพัฒนาขึ้นซึ่งก็ใช้ได้ผลกับบางคน หรือเขาไม่รู้เลยว่าการด่าของเขาทำร้ายจิตใจคนอื่นแค่ไหน และการรับพลังงานลบกลับมาแล้วเครียด เพราะใจของเราที่ปรุงแต่งไปด้วยอารมณ์ ลองวางใจให้เป็นกลาง ให้เตรียมรับกับ 3 คำถามนี้ว่า 3. มีคนระบายที่ไว้ใจได้ อะไรที่คุณมองว่าไม่ดี ต้องมีอีกหลายที่รู้สึกเหมือนกัน เป็นกลุ่มคนที่เข้าใจกัน ปรับทุกข์ปลอบใจ หาวิธีช่วยกันให้รอดพ้นสถานการณ์แย่ๆ พวกนี้ แต่ก็ต้องระวัง คนบางคนเหมือนเป็นห่วงแต่อาจเป็นยัยนกสองหัว 4. มีเมตตากับตัวเอง คุณอีไลบอกว่าเราจะถามตัวเองว่าเราควรต้องทนให้มากกว่านี้มั้ย เราควรจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเองยังไง เราควรพูดออกไปเลยดีหรือเปล่า นี่คือสัญญาณที่เราไม่เป็นตัวเอง […]




Career, Living

40 คำถามสัมภาษณ์งาน หัวหน้างานเขาจะถามประมาณนี้แน่นอน!



หนึ่งในความลุ้นนอกจากจะสมัครงานรอบแรกแล้วผ่านมั้ย ก็คือตอนต้องสัมภาษณ์งานนี่ล่ะ แล้วไม่ว่าเราจะสัมภาษณ์งานมาแล้วกี่ครั้ง คำถามสัมภาษณ์งาน ที่หัวหน้างานเขาจะถาม จะวนๆ อยู่ใน 40 คำถามสัมภาษณ์งานนี้ แบบคลีโอชัวร์ยิ่งกว่าชัวร์เลย!! หัวหน้างานเขาจะถามว่า….

  1. คุณช่วยเล่าเรื่องตัวเองให้ฟังหน่อย?

มักเป็นคำถามแรกที่เขาถาม เตรียมคำตอบไว้เลย แต่ไม่ต้องลากยาวนะ กระชับๆ ชื่อ นามสกุล เคยทำอะไรมาก่อน ซิกเนเจอร์ของเราคืออะไร “เอาให้แน่ว่าเตรียมคำตอบที่มั่นใจ และยิ้มไปด้วย อย่าอึกๆ อักๆ หรือพูดไม่ชัด เอาสักทางด้วยว่าถนัดภาษาอะไร” จูเลีย พอลแล็ค แห่ง Zip Recruiter แนะนำมา สิ่งที่หัวหน้างานต้องการก็คือ “ต่อจุดความเป็นคุณจากปัจจุบันไปอดีต ที่คุณสัครงานวันนี้ จะไปมีผลกับจุดมุ่งหมายระยะยาวในเรื่องอาชีพของคุณยังไงด้วย” จูเลียเสริม คือยิ่งเราชัดในคำถามแรกก็จะเพิ่มความประทับใจให้ไปต่อแน่นอน คำตอบที่หัวหน้างานมักเลิฟก็จะประมาณ “ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มาสัมภาษณ์งานกับคุณ ก็เพราะว่างานนี้เป็นงานที่มีทั้งสกิลล์ของฉัน สิ่งที่ฉันสนใจ สิ่งที่ฉันถนัด แล้วก็เป็นงานที่อยู่ในจุดหมายของชีวิตที่ฉันตั้งเอาไว้เลย โดยเฉพาะบริษัทของคุณที่ฉันเห็นว่าทันสมัย น่าไปทำด้วยมากๆ”

2. จุดแข็งของคุณคืออะไร?

เอาที่ไม่มีใครมีแบบคุณจะดีมาก และยิ่งถ้าเชื่อมโยงกับงานที่สมัครอยู่ได้หัวหน้างานก็จะเลิฟ

3. จุดอ่อนของคุณคืออะไร?

จะเลี่ยงคำถามนี้แล้วบอกว่าไม่มีเลย เราก็ดูยอดมนุษย์ไป แนะนำว่าให้มี แต่อาจเป็นจุดอ่อนที่ดุน่าเอ็นดู “เป็นคนมองโลกบวกเสมอ ไม่แน่ใจว่าเป็นจุดอ่อนมั้ยอะค่ะ” “กินขนมบ่อยค่ะ” “นั่งหน้าคอมพ์สัก 45 นาที อาจต้องลุกไปเดินยืดเส้นให้สมองแล่นอะค่ะ” อะไรแบบนี้ แต่ไม่ต้องถึงกับเล่าคดีดังในอดีตให้ช็อคเล่นออกมานะ

4. ทำไมคุณถึงออกจากงานที่แล้ว?

บอกเลยว่าคำถามนี้โดนแน่นอน แล้วหัวหน้างานเขามักจะตัดสินคุณจากคำถามนี้นี่ล่ะ หัวหน้างานส่วนใหญ่ไม่ชอบคนอยู่กับงานแป๊บๆ แล้วออก ถ้างานที่แล้วคุณทำไปไม่นาน ก็อาจตอบสวยๆ แนวว่า “อยากใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เต็มที่กว่านั้น” “มีอะไรที่อยากทำอีกมาก” อะไรแบบนี้แทน

5. แล้วในงานที่คุณกำลังสมัครนี้ คุณกำลังมองหาอะไรอยู่?

อย่าตอบว่าเงินเดือน หรือความมั่นคงล่ะ ก็คงต้องความท้าทาย อะไรที่แมทช์กับสิ่งที่เราฝึกฝนมา หรือให้ศักยภาพเราได้พัฒนาจะสวยๆ เลย

6. คุณเห็นตัวเองเป็นยังไงในอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า?

เอาแบบท็อปฟอร์มเลยนะ ที่แน่ๆ ต้องมีการพัฒนาการ อยากเป็นหัวหน้างานคุมทีมเพื่ออะไรก็ว่าไปได้เลย หรืออยากดันบริษัทให้มีกำไรเท่าไหร่ๆ……. เอาที่เป็นประโยชน์กับตัวเราและเขาด้วยน่ะ

7. คุณมีจุดมุ่งหมายแบบสั้น และยาวยังไงบ้าง?

เป็นคำถามที่สำคัญมากอีกเหมือนกัน เพราะมันบอกได้ว่าคุณน่ะมีความสนใจ และมีศักยภาพยังไง ก่อนไปสัมภาษณ์งาน ให้คิดถึงจุดมุ่งหมายในอาชีพไว้ก่อน แล้วก็ทำแพลนว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ยังไง เอาให้แน่ว่าหาข้อมูลบริษัท และตำแหน่งงานที่จะไปสัมภาษณ์แล้วนะ ดูถึงวิสัยทัศน์องค์กรต่างๆ ด้วย เอาให้หัวหน้าเห็นว่า จุดมุ่งหมายแบบนี้ของคุณน่ะ จะทำให้บริษัทเติบโตแน่นอน!

คำถามสัมภาษณ์งาน

8. คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่?

อย่ากลัวกับคำถามนี้นะ ถ้าไม่รู้ก็ถามกลับเลยว่าตำแหน่งนี้มีช่วงเงินเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ ก็จะได้ไม่ลดค่าตัวเองลงด้วยคุณรู้อะไรเกี่ยวกับบริษัทเรา ธุรกิจเราบ้าง?

9. คุณรู้อะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเราบ้าง?

ตอบในเชิงคุณค่าไว้ด้วย มากกว่าความชอบส่วนตัวนะ

10. มีสกิลล์พิเศษอะไรที่คุณมี ที่เหมาะกับตำแหน่งนี้บ้างมั้ย?

อย่าลืมว่าเราอยู่ในยุคดิจิตอลแล้ว อาจใส่อะไรที่หัวหน้างานนึกไม่ถึงก็ได้นะ เช่น ตัดต่อเป็น เขียนคอนเทนท์ได้

11. ทำไมถึงอยากทำงานกับเรา?

12. รู้ได้ยังไงว่าเราเปิดรับสมัครอยู่?

ขอร้องว่าอย่าบอกว่าแม่บอกให้สมัครอะไรแบบนี้นะ เอาความโปรเฟสชันนัลมาตอบหน่อย หรือบอกว่า พี่ที่ทำงานอยู่ที่นี่เขาบอกว่าตำแหน่งนี้ กับบริษัทนี้น่าทำมากๆ แล้วเล่าความเจ๋งที่ได้ยินมาต่อเลยคุณเคยทำอะไรสำเร็จมาบ้าง?

13. มีอะไรที่คุณเหนือกว่าคนสมัครคนอื่นบ้างไหม?

เวลาคุณสัมภาษณ์งาน สำคัญเลยที่จะงัดความจริงใจออกมา อย่าพยายามเป็นอะไรที่เพอร์เฟ็คท์เกินไป แต่ให้ดึงจุดที่คิดว่าบริษัทเขามองหาอยู่พอดี และให้บริษัทได้มีรูมพิจารณาว่าคุณช่างมีคุณสมบัตินั้น เล่าประสบการณ์กับสิ่งที่คุณเคยสร้างมา สิ่งที่คุณเชื่อ และคิดว่าถ้าย้อนกลับไปได้จะปรับปรุงอะไรเพิ่ม ไม่ต้องอวยตัวเอง หรืออ้างชื่อใคร ให้พลังงานสบายๆ และโพสิทีฟเข้าไว้นะ

14. ทำไรเราถึงควรจ้างคุณ ทั้งๆ ที่ดูคนสมัครคนอื่นเขาจะล้ำกว่าคุณนะ?

ยิ้มเลยนะกับคำถามนี้ เพราะตอนนี้ล่ะที่คุณจะงัดอีคิว ซอฟท์พาวเวอร์ของคุณออกมา “ฉันเป็นคนสม่ำเสมอ กัดไม่ปล่อย ซื่อตรง” อะไรที่มาเหนือกว่าสกิลล์ และประสบการณ์แบบนี้เลย

15. คุณเคยทำโปรเจ็คท์อะไรที่นอกเหนือจากขอบเขตของงานคุณมั้ย?

บริษัทเขาจะดูความยืดหยุ่นของคุณน่ะ เป็นคำถามที่ดีเลย ใส่เลยนะ

16. คุณจะอธิบายตัวเองใน 3 คำว่ายังไง?

จริงใจที่สุดเลยคำถามนี้คุณรับมือกับความเครียดได้ยังไงบ้าง?

17. มีอะไรนอกเหนือจากงานที่คุณสนใจบ้าง?

คำถามสัมภาษณ์งาน

18. อะไรคือแรงขับของคุณ?

19. เล่าให้ฟังหน่อย เวลาที่คุณไม่เห็นด้วยกับหัวหน้างาน คุณจะทำยังไง?

ไม่มีหัวหน้างานคนไหนชอบพนักงานที่เงียบ และเออออไปทุกสิ่งนะ

20. คุณอ่านหนังสือเล่มสุดท้ายคือ?

หัวหน้าจะดูความสนใจสิ่งอื่นของคุณ และในยุคที่คนไม่ค่อยอ่านหนังสือกันแล้ว คุณยังสนใจอยู่ไหม?

21. คุณทำงานภายใต้ความกดดันของเดดไลน์ได้ดีแค่ไหน?

เป็นเรื่องสำคัญในการทำงานเลย เล่าเลยว่าคุณขยันขนาดไหน แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่แค่ขยันด้านเดียว คุณยังสื่อสารกับคนอื่นได้ลื่นไหลอีกด้วยล่ะ

22. หัวหน้างานเก่า และเพื่อนร่วมงานเก่าจะพูดถึงคุณยังไง?

23. มีอะไรที่คุณรู้สึกภูมิใจนอกไปจากงานบ้าง?

24. ลองยกตัวอย่างวิธีการที่คุณจะแก้ไข ถ้าทำงานไม่ทันเดดไลน์ หรือเวลาเจองานยากๆ?

25. คุณบรรยายถึงชีวิตทำงานของตัวเองว่ายังไง และบุคลิกภาพของคุณที่มีต่อบริษัทเป็นยังไง?

26. ส่วนไหนของงานนี้ที่มีอิทธิพลในการที่คุณตัดสินใจอยากทำงานกับเรา?

เล่าว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้างเพิ่มไปด้วยนะ และคุณมีวิธีปรับปรุงให้ดีขึ้นยังไง อย่าเครียดกับคำถามนี้ หัวหน้างานทุกคนยินดีฟังความผิดพลาดเสมอเล่าถึงตอนที่คุณเฟลให้ฟังหน่อย?

27. เล่าถึงตอนที่คุณเฟลให้ฟังหน่อย?

เล่าว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้างเพิ่มไปด้วยนะ และคุณมีวิธีปรับปรุงให้ดีขึ้นยังไง อย่าเครียดกับคำถามนี้ หัวหน้างานทุกคนยินดีฟังความผิดพลาดเสมอ

28. คุณรับมือกับความเครียดได้ยังไงบ้าง?

29. เรื่องอะไรของหัวหน้างานที่คุณรู้สึกว่าต่อให้เป็นหัวหน้า ก็จะต้องบอก?

30. ถ้ามีเหตุการณ์ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นกับทีมงานของคุณ คุณจะแก้ไขยังไง?

คำถามสัมภาษณ์งาน

31. ทำไมถึงมีช่วงที่คุณว่างงานล่ะ?
หัวหน้างานจะดูช่วงเวลาที่คุณว่างงานแน่นอน บอกเหตุผลที่จริงใจ และเพิ่มความมั่นใจให้หัวหน้างานว่า กับงานนี้คุณถึงตั้งใจมากแค่ไหน

32. คุณจินตนาการถึงที่ทำงานในฝันยังไงบ้าง?

33. คุณเคยเจอกับปัญหาในการทำงานอะไร ที่หนักใจที่สุด แล้วแก้มันยังไง?

34. คุณจะทำยังไงถ้าเจอกับที่ทำงานที่ขัดต่อมโนธรรมของคุณ?

35. ก่อนจะมาสมัครงานที่เรา คุณมีไปเพิ่มความรู้ สกิลล์อะไรให้ตัวเองบ้างมั้ย?
สำคัญเลยนะ ยิ่งถ้าไปหาความรู้กับอะไรที่นอกเหนือไปจากงาน อาจเทคคอร์สอะไรสั้นๆ หัวหน้างานก็จะรุ้สึกว่าคุณเปิดกว้าง และใฝ่รู้แล้วล่ะ

36. คุณสมัครตำแหน่งงานอื่นในบริษัทเราด้วยมั้ย?

37. และสมัครงานที่อื่นด้วยอยู่หรือเปล่า?

38. คุณเคยถูกให้ออกจากงานมั้ย?
อย่ากลัวกับคำถามนี้อีกเหมือนกัน คำถามนี้วัดแอตติจูดคนถามเลยนะ ว่าหัวหน้างานคนนี้แอบตัดสินคนไว้ อย่าไปสนใจ หรือจะไม่ตอบเลยก็ได้

39. คุณสามารถทำงานนอกสถานที่ได้มั้ย?

40. โอเคมั้ยถ้าต้องทำงานเกินเวลา หรือทำงานเสาร์-อาทิตย์?
ขอให้ตอบตามความจริงเลย เพราะส่วนใหญ่หัวหน้างานที่ถามแบบนี้ แปลว่างานนั้นที่คุณสมัครอยู่ เขาต้องการให้คุณทำงานเช่นนั้น ถ้าตอบไม่จริง เข้าไปก็ต้องซัฟเฟอร์อยู่ดี อย่าเสียเวลาเลยดีกว่านะ

Career

50 คำถามสัมภาษณ์งาน ที่เอาไว้ถามกลับผู้สัมภาษณ์แบบเขาต้องอึ้ง!

Job Interview

More