ออฟฟิศท็อกซิก ทำงานกระอักเป็นพิษทุกลมหายใจ

บางทีก็ไม่เข้าใจว่าว่า 2023 แล้วนะ ทำไมบรรยากาศในที่ทำงานไม่เคยทำให้เรารู้สึกใจเป็นสุขได้เลย ก็อาจจะเป็นเพราะหัวหน้าก็ยังปรี๊ดใส่เหมือนเดิม เพิ่มเติมจะหนักขึ้นกว่าเก่า เพื่อนในที่ทำงานหน้ายิ้มๆ แต่สุดท้ายก็ขี้เม้าท์ วันดีคืนดีก็ทะเลาะกันกลางกรุ๊ปไลน์ อยู่ที่ไหนก็รู้สึกว่างานตามหลอกหลอนทำให้ไม่มีความสุขไปทุกที่ ความสับสนคือเงินก็อยากได้ แต่ก็เหมือนไม่มีความเป็นตัวเอง อยากผ่านจุดนี้ไปให้ได้สักที ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาคลาสสิคมานานแค่ไหน ก็อยากให้สาวๆ มีทางออกไว้ในใจอยู่บ้าง 1. คิดถึงออปชั่นที่เรามี เชื่อแหละว่าทุกคนต้องตั้งคำถามว่าลาออกเลยดีมั้ย ทำต่อคุ้มมั้ยกับความเครียด แต่ถ้าออกไปแล้วไม่มีงานไม่มีเงินจะหนักกว่าเดิมหรือเปล่า แต่บางครั้งพอเดินไปบอกว่าลาออกดันได้ข้อเสนอเพิ่มเงินเดือนหรืออะไรล่อใจเข้าไปก็อาจทำให้เราเอาชนะความท็อกซิกแล้วอยู่ต่อก็ได้ และก็อย่าลืมว่าต้องเป็นคนเก่งที่เขาอยากได้จริงๆ เพราะถ้าพูดลาออกแล้วคนที่ไม่มีงานอื่นหรือแผนสองเลยก็อาจจะอยู่ยาก 2. หรือมันอยู่ที่ใจเรา? โค้ชด้านการทำงานอย่างอีไล โบห์มอนด์แนะนำเอาไว้ว่าไม่เอาใครอยากให้ตัวเองมีจุดจบอยู่กับสังคมทำงานแย่ๆ หรอก แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินว่าอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ใช่ก็มาจากใจเราทั้งนั้น ลองคิดดีๆ เวลาที่หัวหน้าด่าเขาอาจคิดว่าการกดดันทำให้คนพัฒนาขึ้นซึ่งก็ใช้ได้ผลกับบางคน หรือเขาไม่รู้เลยว่าการด่าของเขาทำร้ายจิตใจคนอื่นแค่ไหน และการรับพลังงานลบกลับมาแล้วเครียด เพราะใจของเราที่ปรุงแต่งไปด้วยอารมณ์ ลองวางใจให้เป็นกลาง ให้เตรียมรับกับ 3 คำถามนี้ว่า 3. มีคนระบายที่ไว้ใจได้ อะไรที่คุณมองว่าไม่ดี ต้องมีอีกหลายที่รู้สึกเหมือนกัน เป็นกลุ่มคนที่เข้าใจกัน ปรับทุกข์ปลอบใจ หาวิธีช่วยกันให้รอดพ้นสถานการณ์แย่ๆ พวกนี้ แต่ก็ต้องระวัง คนบางคนเหมือนเป็นห่วงแต่อาจเป็นยัยนกสองหัว 4. มีเมตตากับตัวเอง คุณอีไลบอกว่าเราจะถามตัวเองว่าเราควรต้องทนให้มากกว่านี้มั้ย เราควรจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเองยังไง เราควรพูดออกไปเลยดีหรือเปล่า นี่คือสัญญาณที่เราไม่เป็นตัวเอง […]

คำถามในใจที่เราจะรู้ได้ว่า “ฉันไม่โอเคแล้วนะ”

เป็นสิ่งที่ต้องทำเสมอๆๆๆๆ เลยเวลารักใคร เช็คหัวใจตัวเองไว้ตลอดว่าเรายังเป็นตัวเองอยู่ไหม นี่คือเราใช่ไหม หรือเราถูกหลอมกลายเป็นใครก็ไม่รู้ เพื่อให้เขายังรักเราอยู่ไปแล้ว เช็คเลยนะถ้าเรามีคำถามในใจแบบนี้ผุดขึ้นมา เราไม่โอเคกับตัวเองแล้ว และส่วนหนึ่งบอกเลาว่าเป็นเพราะ “เรายอมเขามากเกินไป” 1. ทำไมฉันต้องรอให้เขาโทรมา บางครั้งเราก็บอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ทามาก็อตจินะ” ที่ต้องคอยรอแต่โทรศัพท์เขา ฉันก็มีอิสระพอที่จะโทร.ไปหาเขาเมื่อยากโทร.ไม่ใช่หรือ? 2. ทำไมเขาต้องเป็นคนบอกว่าว่างเมื่อไหร่ นั่นสิ ทำไมล่ะ? แล้วที่หนักกว่าคือทำไมฉันต้องโอเคทุกครั้ง ยอมเลื่อนนัดเพื่อน ยอมเลื่อนเวลาทำงาน สแตนด์บายว่างตอนเขาว่าง แล้วมานั่งเซ็งกับเวลาในชีวิตเราที่ดูเละเทะ จัดวางไม่ได้สักที 3. เวลาที่เขาเปลี่ยนไป ทำไมฉันไม่กล้าบอกเขานะ ก่อนหน้านี้เขาดูรักมาก แต่เดี๋ยวนี้ดูฉันนี่ล่ะต้องเป็นคนทุ่มความรักให้เขา แล้วทำไมฉันต้องเงียบ กลัวบอกไปเขาจะรู้สึกเป็นคนดีมานดิ้ง อ้าว! คืออยากรู้ว่าถ้าเขานิสัยแบบนี้ไปตลอด แล้วฉันต้องรับให้ได้เพราะอยากมีเขา มันจะดีกับฉันจริงๆ หรือ? 4. ทำไมโลกของฉัน เขาไม่เคยก้าวเข้ามา โลกที่ฉันรักไม่ว่าจะเป็นเที่ยวในแบบฉัน กิจกรรมที่ฉันรัก เพื่อนที่อยากให้เขาเจอแล้วไปแฮงค์ด้วยกันบ้าง เออเนอะ ทำไมเขาหลีกเลี่ยงตลอด จนฉันแทบจะไม่เหลือโลกของตัวเองเลย 5. ทำไมฉันต้องขอโทษเขา ในขณะที่ฉันไม่ผิดเลย งงในงงตลอดเวลาทะเลาะกัน เขาสามารถหว่านล้อมจนฉันคิดว่าฉันผิดก็ได้ แล้วขอโทษเขา แต่พอเวลาผ่านไป ตายๆๆๆๆ […]

ความรักที่ดี คือความรักที่เราไม่ต้องโทรหาหมอดู

ความรักที่ทำให้เราสบายใจ และห่างไกลจากสายหมอดู ยังเป็นความรักที่ดีเสมอสำหรับเรา ความรักที่ดี คือความรักที่เราไม่ต้องเปิดไพ่ดูดวงทุกวีค ไม่ต้องโทรนัดหมอดูเพื่อถามว่าเขารักเราจริงไหม เพราะถ้าเขาคือความรักที่ดี เราจะรู้เองเลย

The Triangular Theory of Love ระหว่างเราคือ “ความรัก” จริงๆใช่ไหม?

ในสังคมเรามีความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ ความรู้สึกของนั้นซับซ้อน ความสัมพันธ์ของเรากับคนที่เรารู้สึกดีด้วยก็เช่นกัน การที่เรารู้สึกชอบคนๆนึง นึกถึงตลอด อยากใช้เวลาด้วย แบบนี้เรียกว่าความรักหรือเปล่านะ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันคนหนึ่งมีชื่อว่า Robert Sternberg ได้แนะนำทฤษฎีความรักของเขาในบทความปี 1986 ที่ชื่อว่า “ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรัก” หรือ The Triangular Theory of Love ว่าแต่ทำไมต้องสามเหลี่ยมล่ะ? Robert Sternberg เชื่อว่าควารักมาจากส่วนประกอบ 3 อย่าง คือ Robert Sternberg ก็ยังได้จำแนกความรู้สึกรักในความสัมพันธ์ออกมาทั้งหมด 8 รูปแบบ เราจึงยกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เพื่อลองเช็คดูว่าความสัมพันธ์ของเพื่อนๆนั้นเป็นแบบไหนกันบ้าง Non love คือไม่ใช่ความรักและไม่ได้หมายถึงเกลียด แต่ไม่มีองค์ประกอบใดในสามข้อข้างบน ยกตัวอย่างเช่น คนที่เดินผ่านกันหรือพูดคุยกันด้วยความจำเป็น เช่นติดต่อธุระ Liking คือความชอบ คือมีแค่ Intimacy หรือความใกล้ชิดและความอบอุ่นต่อกัน ปราศจากความรู้สึกหลงใหลหรือความผูกพันระยะยาว ความชอบสามารถเห็นได้ในความสัมพันธ์ในชีวิตของเราที่เราเรียกว่ามิตรภาพ มิตรภาพสามารถดำรงอยู่ได้ในระดับที่แตกต่างกัน  Infatuated love คือรักแบบหลงใหล คือมีแต่ Passion บางคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรู้สึก […]




Entertainment, Music

Sarah Salola สาวเท่ที่ไม่เคยหยุดพยายาม จนไล่ตามหาความฝันจนเจอ

Sarah Salola

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามอยู่ที่นั่น” เป็นประโยคที่ซาราห์พูดให้เราฟังแล้วทัชใจสุดๆ ซาร่าห์คือผู้หญิงที่ถ้าคุณได้รู้จัก ก็จะต้องตกหลุมรักเธออย่างง่ายดาย เธอคือผู้หญิงที่ชิลล์และธรรมชาติที่สุด แค่ได้คุยกับเธอก็เหมือนได้ฮีลใจในทันที แต่กว่าที่เธอจะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคและเดินทางมาถึงการเป็นศิลปินที่เธอใฝ่ฝัน มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เธอต้องต่อสู้กับความรู้สึกและความคาดหวังจากคนรอบตัว แต่วันนี้ซาร่าห์ก็ทำสำเร็จ จนกลายเป็น Sarah Salola ที่หลายๆ คนตกหลุมรัก รวมไปถึงเสียงร้องและเพลงของเธอ

มาเปิดใจ และทำความรู้จักกับผู้หญิงคนนี้ที่ชื่อว่าซาร่าห์ ศิลปินจากค่าย marr ไปด้วยกันนะ

ซาร่าห์เป็นเด็กเชียงใหม่ เธอเติบโตและอยู่ที่เชียงใหม่กับพ่อแม่มาตั้งแต่เกิด ซาร่าห์เล่าว่า ตอนเด็กๆ เธอชอบร้องเพลงมาก เพราะเห็นพ่อชอบร้องคาราโอเกะ กับทำให้เธอซึบซับกับเสียงเพลงมาตั้งแต่ยังเล็ก จนมาถึงตอนที่เธออยู่ชั้น ม.4 เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เจอสังคมใหม่ๆ เจอเพื่อนมากขึ้น ได้เก็ตโลกมากขึ้น ทำให้เธอเริ่มมีความสนใจในดนตรี ร้องเพลงกับเพื่อน จนความชอบและความหลงใหลเริ่มก่อตัวขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ จนเธออยากฝึกการเล่นดนตรีและร้องเพลงอย่างจริงจัง

Sarah Salola

จากเด็กดื้อกับพ่อแม่ในวันนั้น สู่ศิลปินในวันนี้

กว่าที่ซาร่าห์จะได้เข้ามาเป็นศิลปินในทุกวันนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธอต้องต่อสู้กับความสับสนในใจ ต่อสู้กับความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันของพ่อแม่ และต่อสู้กับการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง เธอบอกว่า ก่อนที่จะมาเป็นศิลปินค่าย marr ซาร่าห์ทำเพลงแรกของตัวเองชื่อว่า นะครับได้ไหม โดยใช้ชื่อศิลปินว่า spsalola ผ่านไปสักพักเธอก็หายไปจากการทำเพลงเอง แล้วเปลี่ยนไป cover เพลงแทน เพราะอยู่ในช่วงที่หมดแพชชั่นในการเล่นดนตรี เลยพักการทำเพลงเอาไว้ 

จนวันที่เธออยากกลับมาจริงจังกับเรื่องดนตรีมากขึ้น แต่ปัญหาที่เธอต้องเจอคือเรื่องความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับพ่อแม่ของเธอเอง “เราคุยกับพ่อแม่ว่าเราอยากไปแข่ง แต่ไม่กล้าพูดตรงๆ ว่าอยากเป็นศิลปิน เลยเกิดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน เราก็เลยแยกมาอยู่คนเดียว พอได้มาอยู่คนเดียว อะไรที่พ่อแม่ห้ามเราก็ทำหมด เล่นกลางคืนทุกวัน”

ซาร่าห์ออกมาใช้ชีวิตตัวคนเดียว เล่นดนตรีกลางคืนอย่างที่ใจต้องการ แต่สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เธอกำลังทำในตอนนั้นไม่ได้ตอบโจทย์เธอสักเท่าไร เธอถามตัวเองว่า “เราจะมาตามหาความชอบที่หายไปไม่ใช่หรอ แต่ทำไมมันยิ่งหายไป” ซาร่าห์เลยหยุดพักการทำดนตรี ออกมาเปิดหูเปิดตา หาประสบการณ์ใหม่ๆ เธอลองไปทำงานที่ร้านกาแฟเป็นบาริสต้า ซึ่งการเปลี่ยนประสบการณ์ทำให้เธอหาคำตอบให้กับตัวเองได้ในที่สุด “พอออกมาจากการเล่นดนตรี เราเห็นโลกของดนตรีกว้างขึ้น เพราะไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น พอเราถอยออกมาแล้วเราเห็นดนตรี เราเห็นผู้คน เราเห็นความรู้สึกที่ทำไมพี่คนอื่นเล่นดนตรีแล้วเขามีความสุขขนาดนี้ เขาก็เล่นดนตรีกลางคืนเหมือนเราแต่ทำไมเขามีความสุขจัง”

 ความฝันของซาร่าห์เริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทางมากขึ้น เริ่มรู้ว่าสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ คืออะไรกันแน่ การกลับมาคราวนี้ไม่ใช่การร้องเพลงกลางคืนให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่คือการกลับมาเพื่อโตขึ้น และเรียนรู้ที่จะไม่ย่ำอยู่ที่เดิม ซาร่าห์เปลี่ยนจุดโฟกัสมาอยู่ที่ตัวเองมากขึ้น หาคำตอบให้เจอว่าต้องการอะไรกันแน่ แล้วมุ่งไปที่สิ่งนั้น ทั้งเรื่องของความเป็นอยู่ แนวเพลง ฝีมือ หรือวิธีการทำงาน เลยทำให้เธอคิดได้ตั้งใจกับตัวเองว่าจะทำอะไรสักอย่าง เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่ที่เขาให้เราได้เรียนรู้

 “ในเมื่อเราไม่รู้ ก็ต้องให้คนอื่นเป็นคนนำทาง นั่นก็คือค่ายเพลง”

Sarah Salola

เป็นจังหวะเดียวกับกับที่ค่าย marr กำลังเปิดรับศิลปิน ในช่วงที่เธอกำลังสับสนและกำลังตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง ค่ายก็ทักมาพอดี ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีในการได้เข้าสู่เส้นทางการเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว 

“เอาใจลงไปเล่น” เพลงที่ซาร่าห์บอกว่า เป็นความหมกมุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ

ซาร่าห์บอกว่า “เพลงนี้คือความหมกมุ่นอย่างสมบูรณ์แบบ” เพราะเธอเป็นคนโปรดิวซ์เองและเล่นเอ็มวีเอง ซึ่งเป็นอะไรที่ใหม่และสนุกสำหรับเธอมาก ด้วยแนวเพลงที่ซาร่าห์ยังไม่เคยทำแนวนี้มาก่อน “ในเพลงเล่าถึงว่า พอเราเอาใจลงไปเล่นเอง ชอบใครก็เจ็บทุกที แต่เราก็เต็มใจเจ็บ เป็นความหงอยแบบเท่ๆ อยากตีความให้มันแบบเท่ๆ”

การออกมาอยู่คนเดียวในวันนั้น คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง

เรากับครอบครัวอยู่ใกล้กันมากๆ อยู่ใกล้กันเกินไป แต่พอเราต่างมีสเปซให้กัน มันกลายเป็นดีกว่าจริงๆ ตอนนี้คุยกันดีมาก เข้าอกเข้าใจ เป็นกำลังใจให้กัน เหมือนเราพิสูจน์ตัวเองให้พวกเขาเห็นจากการกระทำ ว่าเราไม่ได้มาเล่นๆ ไปวันนะ เรามาทำงานจริงๆ ซาร่าห์บอกว่า เวลาที่เธอทำงาน เธอจะถือคติ “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามจะอยู่ที่นั่น” เพราะมันจะไม่มีที่สิ้นสุด เราก็ต้องพยายามไปเรื่อยๆ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพยายามแล้วจะหยุดไหม แต่เราจะพยายามไปเรื่อยๆ เพราะเราไม่มีขีดจำกัด เราตั้งเป้าหมายเป็นคุณภาพ แค่นั้นเลย นอกนั้นคือความพยายาม 

ซาร่าห์คือผู้หญิงที่อินเนอร์ข้างในแข็งแกร่งและสู้ไม่ถอยของจริง ความยิ้มแย้มแจ่มใส อ่อนน้อมถ่อมตนของเธอ ทำให้เธอเป็นที่รักของทุกคนที่ได้พบเห็น เธอคือหญิงสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแพชชั่นและความพยายามที่จะเอาชนะตัวเองในทุกๆ วัน คลีโออยากให้ทุกคนได้ทำความรู้จักเธอ ลองเปิดใจ เปิดประตูเข้ามาทำความรู้จักผู้คนนี้ ฟังเพลงของเธอ เสียงเพราะๆ ที่เธอร้อง และกีตาร์ที่เธอดีด รับรองว่าคุณจะต้องตกหลุมรักซาร่าห์แน่นอน


ติดตามซาร่าห์ได้ที่

IG: sarah.salola

Facebook: Sarah.salola

YouTube: ค่าย marr


Pang Pattanan สาวน้อยที่เต็มไปด้วยเสียงเพลง รอยยิ้ม และความรัก

Pang Pattanan

More