ออฟฟิศท็อกซิก ทำงานกระอักเป็นพิษทุกลมหายใจ

บางทีก็ไม่เข้าใจว่าว่า 2023 แล้วนะ ทำไมบรรยากาศในที่ทำงานไม่เคยทำให้เรารู้สึกใจเป็นสุขได้เลย ก็อาจจะเป็นเพราะหัวหน้าก็ยังปรี๊ดใส่เหมือนเดิม เพิ่มเติมจะหนักขึ้นกว่าเก่า เพื่อนในที่ทำงานหน้ายิ้มๆ แต่สุดท้ายก็ขี้เม้าท์ วันดีคืนดีก็ทะเลาะกันกลางกรุ๊ปไลน์ อยู่ที่ไหนก็รู้สึกว่างานตามหลอกหลอนทำให้ไม่มีความสุขไปทุกที่ ความสับสนคือเงินก็อยากได้ แต่ก็เหมือนไม่มีความเป็นตัวเอง อยากผ่านจุดนี้ไปให้ได้สักที ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาคลาสสิคมานานแค่ไหน ก็อยากให้สาวๆ มีทางออกไว้ในใจอยู่บ้าง 1. คิดถึงออปชั่นที่เรามี เชื่อแหละว่าทุกคนต้องตั้งคำถามว่าลาออกเลยดีมั้ย ทำต่อคุ้มมั้ยกับความเครียด แต่ถ้าออกไปแล้วไม่มีงานไม่มีเงินจะหนักกว่าเดิมหรือเปล่า แต่บางครั้งพอเดินไปบอกว่าลาออกดันได้ข้อเสนอเพิ่มเงินเดือนหรืออะไรล่อใจเข้าไปก็อาจทำให้เราเอาชนะความท็อกซิกแล้วอยู่ต่อก็ได้ และก็อย่าลืมว่าต้องเป็นคนเก่งที่เขาอยากได้จริงๆ เพราะถ้าพูดลาออกแล้วคนที่ไม่มีงานอื่นหรือแผนสองเลยก็อาจจะอยู่ยาก 2. หรือมันอยู่ที่ใจเรา? โค้ชด้านการทำงานอย่างอีไล โบห์มอนด์แนะนำเอาไว้ว่าไม่เอาใครอยากให้ตัวเองมีจุดจบอยู่กับสังคมทำงานแย่ๆ หรอก แต่สิ่งที่ทำให้เราตัดสินว่าอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ใช่ก็มาจากใจเราทั้งนั้น ลองคิดดีๆ เวลาที่หัวหน้าด่าเขาอาจคิดว่าการกดดันทำให้คนพัฒนาขึ้นซึ่งก็ใช้ได้ผลกับบางคน หรือเขาไม่รู้เลยว่าการด่าของเขาทำร้ายจิตใจคนอื่นแค่ไหน และการรับพลังงานลบกลับมาแล้วเครียด เพราะใจของเราที่ปรุงแต่งไปด้วยอารมณ์ ลองวางใจให้เป็นกลาง ให้เตรียมรับกับ 3 คำถามนี้ว่า 3. มีคนระบายที่ไว้ใจได้ อะไรที่คุณมองว่าไม่ดี ต้องมีอีกหลายที่รู้สึกเหมือนกัน เป็นกลุ่มคนที่เข้าใจกัน ปรับทุกข์ปลอบใจ หาวิธีช่วยกันให้รอดพ้นสถานการณ์แย่ๆ พวกนี้ แต่ก็ต้องระวัง คนบางคนเหมือนเป็นห่วงแต่อาจเป็นยัยนกสองหัว 4. มีเมตตากับตัวเอง คุณอีไลบอกว่าเราจะถามตัวเองว่าเราควรต้องทนให้มากกว่านี้มั้ย เราควรจัดการปัญหานี้ด้วยตัวเองยังไง เราควรพูดออกไปเลยดีหรือเปล่า นี่คือสัญญาณที่เราไม่เป็นตัวเอง […]

คำถามในใจที่เราจะรู้ได้ว่า “ฉันไม่โอเคแล้วนะ”

เป็นสิ่งที่ต้องทำเสมอๆๆๆๆ เลยเวลารักใคร เช็คหัวใจตัวเองไว้ตลอดว่าเรายังเป็นตัวเองอยู่ไหม นี่คือเราใช่ไหม หรือเราถูกหลอมกลายเป็นใครก็ไม่รู้ เพื่อให้เขายังรักเราอยู่ไปแล้ว เช็คเลยนะถ้าเรามีคำถามในใจแบบนี้ผุดขึ้นมา เราไม่โอเคกับตัวเองแล้ว และส่วนหนึ่งบอกเลาว่าเป็นเพราะ “เรายอมเขามากเกินไป” 1. ทำไมฉันต้องรอให้เขาโทรมา บางครั้งเราก็บอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ทามาก็อตจินะ” ที่ต้องคอยรอแต่โทรศัพท์เขา ฉันก็มีอิสระพอที่จะโทร.ไปหาเขาเมื่อยากโทร.ไม่ใช่หรือ? 2. ทำไมเขาต้องเป็นคนบอกว่าว่างเมื่อไหร่ นั่นสิ ทำไมล่ะ? แล้วที่หนักกว่าคือทำไมฉันต้องโอเคทุกครั้ง ยอมเลื่อนนัดเพื่อน ยอมเลื่อนเวลาทำงาน สแตนด์บายว่างตอนเขาว่าง แล้วมานั่งเซ็งกับเวลาในชีวิตเราที่ดูเละเทะ จัดวางไม่ได้สักที 3. เวลาที่เขาเปลี่ยนไป ทำไมฉันไม่กล้าบอกเขานะ ก่อนหน้านี้เขาดูรักมาก แต่เดี๋ยวนี้ดูฉันนี่ล่ะต้องเป็นคนทุ่มความรักให้เขา แล้วทำไมฉันต้องเงียบ กลัวบอกไปเขาจะรู้สึกเป็นคนดีมานดิ้ง อ้าว! คืออยากรู้ว่าถ้าเขานิสัยแบบนี้ไปตลอด แล้วฉันต้องรับให้ได้เพราะอยากมีเขา มันจะดีกับฉันจริงๆ หรือ? 4. ทำไมโลกของฉัน เขาไม่เคยก้าวเข้ามา โลกที่ฉันรักไม่ว่าจะเป็นเที่ยวในแบบฉัน กิจกรรมที่ฉันรัก เพื่อนที่อยากให้เขาเจอแล้วไปแฮงค์ด้วยกันบ้าง เออเนอะ ทำไมเขาหลีกเลี่ยงตลอด จนฉันแทบจะไม่เหลือโลกของตัวเองเลย 5. ทำไมฉันต้องขอโทษเขา ในขณะที่ฉันไม่ผิดเลย งงในงงตลอดเวลาทะเลาะกัน เขาสามารถหว่านล้อมจนฉันคิดว่าฉันผิดก็ได้ แล้วขอโทษเขา แต่พอเวลาผ่านไป ตายๆๆๆๆ […]

ความรักที่ดี คือความรักที่เราไม่ต้องโทรหาหมอดู

ความรักที่ทำให้เราสบายใจ และห่างไกลจากสายหมอดู ยังเป็นความรักที่ดีเสมอสำหรับเรา ความรักที่ดี คือความรักที่เราไม่ต้องเปิดไพ่ดูดวงทุกวีค ไม่ต้องโทรนัดหมอดูเพื่อถามว่าเขารักเราจริงไหม เพราะถ้าเขาคือความรักที่ดี เราจะรู้เองเลย

The Triangular Theory of Love ระหว่างเราคือ “ความรัก” จริงๆใช่ไหม?

ในสังคมเรามีความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ ความรู้สึกของนั้นซับซ้อน ความสัมพันธ์ของเรากับคนที่เรารู้สึกดีด้วยก็เช่นกัน การที่เรารู้สึกชอบคนๆนึง นึกถึงตลอด อยากใช้เวลาด้วย แบบนี้เรียกว่าความรักหรือเปล่านะ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันคนหนึ่งมีชื่อว่า Robert Sternberg ได้แนะนำทฤษฎีความรักของเขาในบทความปี 1986 ที่ชื่อว่า “ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรัก” หรือ The Triangular Theory of Love ว่าแต่ทำไมต้องสามเหลี่ยมล่ะ? Robert Sternberg เชื่อว่าควารักมาจากส่วนประกอบ 3 อย่าง คือ Robert Sternberg ก็ยังได้จำแนกความรู้สึกรักในความสัมพันธ์ออกมาทั้งหมด 8 รูปแบบ เราจึงยกมาให้เพื่อนๆได้อ่านกัน เพื่อลองเช็คดูว่าความสัมพันธ์ของเพื่อนๆนั้นเป็นแบบไหนกันบ้าง Non love คือไม่ใช่ความรักและไม่ได้หมายถึงเกลียด แต่ไม่มีองค์ประกอบใดในสามข้อข้างบน ยกตัวอย่างเช่น คนที่เดินผ่านกันหรือพูดคุยกันด้วยความจำเป็น เช่นติดต่อธุระ Liking คือความชอบ คือมีแค่ Intimacy หรือความใกล้ชิดและความอบอุ่นต่อกัน ปราศจากความรู้สึกหลงใหลหรือความผูกพันระยะยาว ความชอบสามารถเห็นได้ในความสัมพันธ์ในชีวิตของเราที่เราเรียกว่ามิตรภาพ มิตรภาพสามารถดำรงอยู่ได้ในระดับที่แตกต่างกัน  Infatuated love คือรักแบบหลงใหล คือมีแต่ Passion บางคนเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรู้สึก […]




Books, Career, Culture

15 หนังสือเรื่องงาน อ่านแล้วไฟลุกโชน ทำงานให้ปัง และรับมือได้กับทุกสิ่ง!

books on work

ถึงจุดที่ต้องการไกด์เรื่องงานแล้ว อ่านหนังสือเพิ่มความรู้และแนวคิดนี่ล่ะ กับ 16 หนังสือเรื่องงาน อ่านแล้วไฟลุกมาก

ในที่สุดเราก็คงต้องพึ่งตัวเอง ยุคนี้จะหาคนเป็นที่ปรึกษาเรื่องงานไม่ใช่ง่ายๆ เพราะเขาเองก็มีปัญหาเหมือนกัน บางครั้งเราหมดไฟ บางทีไม่เข้าใจหัวหน้า อยากทำงานให้ดี แต่ก็อยากทำน้อยแล้วได้มากมีมั้ย หรือทำงานแบบคนเท่ๆ บ้าง หรือบริษัทที่ปังๆ ในโลกเขาทำงานกันยังไง คลีโอรวบหนังสือเกี่ยวกับเรื่องงานดีๆ 16 เล่มนี้มาฝากรัวๆ เลย

1. Originals เพราะความเหมือนไม่เคยเปลี่ยนโลก เขียนโดย Adam Grant แปลโดย วิโรจน์ ภัทรทีปกร สำนักพิมพ์ WeLearn, 330 บาท SHOP

book on work01

เป็นเล่มที่ตัวพ่อตัวแม่เขาอ่านกันหมด Originals จุดประกายมากว่าเราจะเปลี่ยนโลกได้ ต้องคิดให้เป็นคนขบถๆ หน่อย ภาษาเรียบง่าย มีความเท่ๆ มีมุมมอง แนวคิดแทรก และเคสตัวอย่างเยอะมากๆ หนังสือเล่าเรื่องคนที่เป็นต้นแบบสร้างสิ่งออริจินัลให้โลกว่าเขาเป็นยังไง เขาคิดยังไงกัน ผู้เขียนคืออดัม แกรนท์ เขาเป็นนักจิตวิทยาชื่อดังจากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันในอเมริกา หนังสือเล่มนี้ดังในหมู่ชาวซิลิคอน วัลเลย์ “ยิ่งเราให้ความสำคัญกับความสำเร็จมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งหวาดกลัวความล้มเหลวมากเท่านั้น ส่งผลให้เราไม่คิดที่จะแสวงหาความสำเร็จที่ไม่เหมือนใครได้”

หนังสือทีไม่ได้มองโลกสวยอย่างเดียว แต่มีมุมมองอีกด้านให้เราคิดด้วยอย่างเรื่อง อันตรายของสัญชาติญาณ อะไรที่สตีฟ จ็อบส์ทำพลาด อันตรายของความกระตือรือร้น หรือเรื่องพลังบวกของการคิดลบ อ่านแล้วอย่างอินสไปร์ เป็นหนังสือที่อ่านซ้ำอีกครั้งและอีกครั้งได้ คนทำงานอยากมีไฟอย่าพลาดเล่มนี้เด็ดขาด

2. The Power of Less ทำน้อยให้ได้มาก เขียนโดย Leo Babauta แปลโดย วิกันดา พินทุวชิราภรณ์ สำนักพิมพ์ WeLearn, 170 บาท SHOP

book on work 02

เรียกว่าเป็นความฝันของทุกคนเลยดีกว่า การทำน้อยแล้วได้มากน่ะ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของความลับของคนที่งานยุ่งตลอดเวลา ที่เขาอาจไม่เคยรู้ว่า ทำน้อยให้ได้มากเป็นยังไง เพราะการทำมากไม่ได้หมายถึงผลลัพธ์ที่เพิ่มขึ้นเสมอไป เหมือนกับที่เราเคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนทำงานบางคนเขางานยุ่งมากๆ แต่เขากลับดูชิลลืๆ รับมือได้ไม่มีปัญหา แต่กับบางคนทุกอย่างลนและดูยากไปหมด

หนังสือเล่มนี้เป็นฮาวทูมาช่วยชีวิตคนงานยุ่งทุกคน บอกวิธีจัดการความยุ่งให้ง่ายขึ้นแบบเส้นผมบังภูเขาเลย เหมือนที่เขาบอกว่า “จงจดจ่อกับเป้าหมายเดียวเพื่อทำให้สำเร็จ จงจดจ่อกับงานที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่งานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน แล้วคุณจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น จงจดจ่อกับปัจจุบันเพื่อลดความกังวลและความตึงเครียด”

3. The Lost Skill ทักษะที่หายไปในศตวรรษที่ 21 เขียนโดย นภดล ร่มโพธิ์ สำนักพิมพ์ WeLearn, 220 บาท SHOP

book on work03

ชื่อเรื่องบิ๊วให้อยากอ่านมาก อยากรู้ทีสุดเลยว่ายุคนี้ถ้าจะให้รอดจะต้องมีสกิลล์อะไรบ้าง เพื่อที่เราจะได้ทำงานได้มั่นคง ผู้เขียนชวนให้เราค้นหาตั้งแต่ทักษาที่หายไป นิสัยที่ขโมยเวลาของเราไป การตั้งเป้าหมาย เทคนิคการอ่านหนังสือสำหรับคนที่ไม่มี่เวลา หรือแม้กระทั่งพลังของการใจลอย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ช่วยพัฒนาเรื่องงานอย่างเดียว แต่ช่วยชีวิตเราโดยรวมด้วย เป็นมุมมองที่น่าสนใจและทำให้เรามีกำลังใจอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น อ่านได้ง่ายๆ อ่านจบแล้วอยากทำตามทันที

4. จงทิ้งทุกอย่างที่คุณเคยรู้ ก่อนเริ่มทำธุรกิจ เขียนโดย Jason Fried และ David Heinemeier Hansson แปลโดย อาสยา ฐกัดกุล สำนักพิมพ์ WeLearn, 195 บาท SHOP

book on work04

เป็นหนังสือที่มาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจมากว่า 10 ปี และเจอกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำถึงสองครั้ง ผู้เขียนเลยมาเขียนเพื่อเล่าถึงการทำธุรกิจที่ต้องโยนความเชื่อเก่าๆ ออกไปให้หมด อ่านแล้วจะรู้ว่าควรเริ่มต้นยังไง ทำไมเราต้องการอะไรน้อยกว่าที่เราคิด ควรเปิดตัวธุรกิจเมื่อไหร่ ควรจ้างคนแบบไหน และจะจัดการยังไงให้ราบรื่น ใครที่อยากทำธุรกิจของตัวเอง ลองอ่านเล่มนี้ก่อนเลยนะ

5. The Productivity Project โปรเจกต์ลับคนไฟลุก  เขียนโดย Chris Bailey แปลโดย พรรณรวี อกนิษฐาภิชาติ สำนักพิมพ์ WeLearn, 295 บาท SHOP

book on work 05

ใครที่อยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนโปรดัคทีฟ เล่มนี้จะบอกเลยว่าจะเริ่มยังไงดี ผู้เขียนใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง ทำการลงมือค้นคว้า และเอาเทคนิคต่างๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุด เขาลองทำกับตัวเองมาหนึ่งปีเต็ม สุดท้ายก็ตัดมาให้เหลือ 25 เทคนิคที่ได้ผลที่สุด อ่านแล้วจะมีไฟทงาน ได้เทคนิคที่คาดไม่ถึงเพียบ เป็นการเขียนที่อ่านสนุก ฉลาด และนำไปใช้ได้จริง อย่างวิธีหนึ่งที่เขาบอกคือ “ให้ติดตามการใช้พลังงานของตัวเองไว้ตลอดเวลา” แล้วจะเข้าใจตัวเราเองได้ดีเลย เราจะเจออย่างช่วงเวลาทอง ที่เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำงานได้

6. Insanely Simple เรียบง่ายเป็นบ้า เขียนโดย Ken Segall แปลโดย วิญญูกิ่งหิรัญวัฒนา สำนักพิมพ์ WeLearn, 280 บาท SHOP

bookon work 06

แค่เห็นชื่อก็รีบผวาหาหนังสือเล่มนี้ ชอบมากคำว่า Insanely Simple ความเรียบง่ายที่ทำให้สตีฟ จ็อบส์กลายเป็นผู้นำเรื่องโปรดัคท์ของโลกไป อ่านเล่มนี้แล้วจะเข้าใจว่าทำไมสตีฟ จ็อบส์ถึงเน้นความเรียบง่ายว่าคือทั้งหมดของทุกอย่าง หนังสือเล่มนี้จะเจาะลึกเข้าไปในดีเอ็นเอของ Apple ว่ากว่าจะมาเรียบง่ายได้ ต้องมีมาตรฐานอะไรบ้าง อะไรที่ไม่ควรประนีประนอม และอะไรที่เป็นองค์ประกอบหลัก เป็นอีกเล่มที่อ่านแล้วไฟลุกได้เหมือนกัน

7. Samsung Man คนเก่งอยู่ที่ไหน ทำอะไรก็สำเร็จ เขียนโดย โชยองฮวัน แปลโดย ภัททิรา จิตต์เกษม สำนักพิมพ์ อมรินทร์ How-To, 195 บาท SHOP

book on work07

อีกบริษัทของโลกที่เป็นสุดยอดในความสำเร็จก็คือบริษัทซัมซุง ผู้เขียนเคยเป็นผู้บริหารฝ่ายบุคคลของซัมซุง เล่มนี้เขามาเปิดเผยกระบวนการบ่มเพราะดีเอ็นเอของความสำเร็จของซัมซุง เริ่มตั้งแต่การเลือกพนักงานใหม่ การเลื่อนตำแหน่งไปเป็นซีอีโอ กระบวนการทำงานที่ทำให้ซัมซุงโตเร็ว เหมือนกับปรัชญาการทำงานที่ซัมซุงให้ทุกคนคิดเหมือนกันว่า “พนักงานทุกคนในบริษัทเป็นคนในครอบครัว หรือในชุมชนเดียวกัน ไม่ใช่คู่เจรจาหรือนายกับบ่าว”

8. The Truth About Employee Engagement เมื่อมนุษย์งาน ไม่อยากทำงาน เขียนโดย Patrick Lencioni สำนักพิมพ์ WeLearn, 295 บาท SHOP

book on work 08

หนังสือที่บอกสาเหตุว่าอะไรที่ทำให้เราหมดไฟในการทำงาน อะไรทำให้เราอยากลาออกจากงาน แล้วพอได้อ่านแล้วเจอเหตุผลลึกลับบางอย่างที่สูบพลังทำงานของเราออกไป ก็จะทำให้เราเข้าใจ พอเข้าใจก็จะกลับมามีไฟอยากลุกขึ้นมาทำงานใหม่ แล้วผู้เขียนบอกว่า มันอาจไม่ใช่เงิน เนื้องาน หรือคนในที่ทำงานที่ทำให้เราไม่อยากทำงานนะ แต่อาจะเป็นอะไรที่ใกล้ตัวและลึกซึ้งกว่านั้นได้เลยด้วย เรียกว่าอ่านแล้วตาสว่าง มีอึ้งๆ แน่นอน

9. Productivity Hacks สูตรโกงของคนเก่งงาน เขียนโดย Emily Price สำนักพิมพ์ WeLearn, 225 บาท SHOP

book on work 09

เป็นหนังสือที่บอกทางลัดเพื่อให้เป็นคนโปรดัคทีฟขึ้น เรื่องที่เราคาดไม่ถึงอย่างเขียนอีเมลตอนค่ำ และเก็บไว้ส่งตอนเช้า หรือถ้าทำงานที่บ้านไม่มีสมาธิให้รีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเพื่อให้สมองรู้ว่าเราเลิกงานแล้ว คนเก่งงานเขาก็มีอะไรที่ใช้เป็นเคล็ดลับ บางอย่างเราอาจมองว่าเล็กน้อย แต่นั่นล่ะคือความลับของความโปรดัคทีฟเลย

10. คิดแค่ 1 แต่ได้ผล 100 เขียนโดย โมะริกะวะ อะกิระ สำนักพิมพ์ WeLearn, 156 บาท SHOP

ผู้เขียนคืออดีตซีอีโอของ Line เขาปั้น Line มาจนดังคับฟ้าในทุกวันนี้ เขาบอกว่า “เพราะการคิดเยอะไป ทำให้คุณต้องทำงานที่ไม่จำเป็นถึง 99%” และสิ่งสำคัญที่สุดในการทำธุรกิจก็คือ การตอบสนองต่อผู้ใช้บริการ ผู้ใช้สินค้าเราให้ได้อย่างต่อเนื่อง และถ้าเราอยากให้ผลงานออกมาดี เราต้องทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปให้กับสิ่งเพียงเสิ่งเดียว และควรให้ความสำคัญกับการคิดว่าอะไรคือแก่นแท้ นอกนั้นโยนทิ้งให้หมดเลย เป็นหนังสือที่อินสไปร์เลยนะ คนที่เริ่มทำธุรกิจ หรือกำลังสับสนหาแก่นของตัวเองในการทำงานให้เจอ อาจเจอคำตอบจากหนังสือเล่มนี้ได้

11. Creative Blindness ภาวะสมองบอด เขียนโดย Dave Trott สำนักพิมพ์ WeLearn, 266 บาท SHOP

ผู้เขียนเป็นนักคิดและนักโฆษณาระดับตำนาน เขาจะพาคนอ่านไปเจอกับอะไรที่ทำให้ภาวะสมองตีบตัน และเขาจะแนะนำทางออกเพื่อให้กลับมามีสมองที่เฉียบได้เหมือนเดิม เขาจะเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ ภาพลวงตาของการสร้างสรรค์และอื่นๆ ที่ทำให้เราฉุกคิดขึ้นมา คนที่ต้องใช้ความครีเอทีฟตลอดเวลา เล่มนี้อาจช่วยให้ฉุกใจคิดขึ้นมา และช่วยป้องการภาวะสมองบอดที่ก็อาจเกิดกับเราทุกคนได้เลย เหมือนที่เขาบอกว่า “ตาบอดทำให้เรามองไม่เห็น ใจบอดทำให้เรามีอคติ แล้วถ้าสมองบอดล่ะ จะร้ายแรงแค่ไหน?”

12. Start with Why ทำไมต้องเริ่มด้วย “ทำไม” เขียนโดย Simon Sinek แปลโดย วิญญู กิ่งหิรัญวัฒนา สำนักพิมพ์ WeLearn, 260 บาท SHOP

ผู้เขียนคือตัวพ่อที่ปรึกษาด้านธุรกิจที่ดังมากๆๆ เรียกว่าผู้นำของโลกทุกคนต้องฟังยูทูบเรื่อง Start with Why ของเขา แล้วก็ถึงกับบรรลุกันหมด ไซม่อนชวนให้ทุกคนมาตั้งคำถามว่า “ทำไม” ก่อนสิ่งอื่นใด ก่อนที่จะไปถามว่า ทำอย่างไร แต่เป็น ทำทำไม จะดีกว่า เหมือนกับบริษัททั่วๆ ไปที่ลืมถามคำถามนี้ เราเองเวลาทำงานได้รับคำสั่งมา ก็ลืมถามคำถามนี้ จึงเกิดความฝืดเวลาทำ ทำๆ อยู่แล้วติดขัด นั่นก็เพราะคำถามสำคัญที่สุด “เราทำไปทำไม?” ที่เราปล่อยให้มันตกห้วงอากาศและลืมไปนี่เอง

13. Are You Smart Enough To Work At Google? คุณฉลาดพอที่จะทำงานที่ google หรือเปล่า เขียนโดย William Poundstone สำนักพิมพ์ WeLearn, 295 บาท SHOP

หนังสือเล่าถึงเรื่องว่าคนที่เข้าทำงานในกูเกิลได้ จะต้องฉลาดขนาดไหน คำถามที่วัดไหวพริบคนจะเข้าทำงานในกูเกิลที่เราเองคิดว่าไม่น่าจะมีทางตอบได้เลย อย่างเช่น ถ้าต้องเช็ดหน้าต่างทั้งเมืองซีแอตเทิล คุณจะคิดค่าจ้างเท่าไหร่? ระหว่างน้ำเปล่ากับน้ำเชื่อม คุณว่ายในไหนได้เร็วว่ากัน? ถ้าคุณมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ 10,000 เครื่อง คุณจะทำเงิน 1 ล้านใน 1 วันได้อย่างไร? ชายคนหนึ่งเลื่อนรถไปหน้าโรงแรมแล้วเขาก็ล้มละลาย เกิดอะไรขึ้น?

ถ้าคุณถูกย่อส่วนโยนลงเครื่องปั่น คุณจะเอาตัวรอดอย่างไร? น่าสนใจที่สุด อ่านแล้วลับสมองเราขึ้นแน่นอน

14. Leading Change การเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันล้มเหลว เขียนโดย John P. Kotter สำนักพิมพ์ WeLearn, 285 บาท SHOP

เป็นหนังสือที่พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลง ว่าจะทำยังไงให้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องง่ายและจัดการได้ ผู้เขียนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงอันดับหนึ่งของโลก เขาแนะนำ 8 ขั้นตอนที่จะมอบวิธีคิดที่ถูกต้องและเตรียมรับมือกับปัญหาที่จะเกิด เขาถึงกับการันตีว่าการเปลี่ยนแปลงจะราบรื่นแน่นอน หนังสือเล่มนี้ให้เราเริ่มอ่านไปตั้งแต่ทำไมการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ถึงต้องล้มเหลว และการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จเป็นยังไง สำหรับคนที่กลัวการเปลี่ยนแปลง และแอบไม่เชื่อว่ามันจะดีได้ ต้องลองอ่านเล่มนี้เลย

15. 51 วิธีคิดของหัวหน้า ที่ลูกน้องอยากทำงานด้วย เขียนโดย อิวะตะ มัตสึโอะ สำนักพิมพ์ WeLearn, 240 บาท SHOP

ผู้เขียนผ่านประสบการณ์การทำงานมามากมาย และเคยเป็นอดีตซีอีโอของสตาร์บัคส์ แจแปน เขาเล่าเรื่องให้ฟังว่า ทำไมหัวหน้าที่เก่งกาจ ไม่จำเป็นต้องดีเสมอไป และเขามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะเปลี่ยคนธรรมดาให้เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรักได้ เขาบอกว่า ไม่ต้องเก่งก็เป็นหัวหน้าได้ หัวหน้าไม่จำเป็นต้องพูดเก่ง หัวหน้าต้องไม่ไปดื่มกับลูกน้อง หัวหน้าต้องไม่มั่นใจในผลงานของลูกน้องหัวหน้าต้องไม่หยุดอยู่กับที่ หัวหน้าไม่จำเป็นต้องเป็นนักอ่าน หัวหน้าไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ใครที่เป็นหัวหน้าคนอยู่ พลาดไม่ได้เลยนะเล่มนี้

อ่านเรื่องราวอื่นๆ ต่อได้ที่ 20 หนังสืออ่านดีต่อใจ

More