ดาโคต้าบอก..แอนโตนิโอ(พ่อเลี้ยง) เปลี่ยนครอบครัวของเธอ ‘ตลอดไป’ ด้วยความรักของเขา

ดาโคต้า จอห์นสัน (Dakota Johnson) เป็นนางเอกที่สวยและมากด้วยความสามารถ แต่สิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็คือ.. ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเอกรุ่นใหญ่ แอนโตนิโอ แบนเดอราส (Antonio Bandares) กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนในชีวิตของเธอ

ความรักแบบ เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่ต้องการแค่อ้อมแขนและคนคุยกันลื่นไหล

ประโยคของเจนนิเฟอร์ อนิสตัน ที่เราเองก็รู้สึกแบบเธอเป๊ะๆๆๆ อยากมีใครที่ใช่ คุยกันรู้เรื่องและเล่าเรื่องของวันนี้ที่เจอให้เขาฟัง สำหรับผู้หญิงที่ต้องออกไปสู้โลกทุกวัน สู้คนเดียว ต้องเข้มแข็งให้ได้ อ่อนแอยังไงก็ต้องเก็บเอาไว้ ความรู้สึกอยากมีใครสักคน อาจไม่ใช่ว่าเขาต้องมาดูแล มาหาเงิน หาบ้านอะไรให้ แต่คือความรู้สึกที่ละทุกอย่างของวันออกไป แล้วเข้าไปซุกในแขนของเขาหันไปบอกกับเขาว่า “วันนี้แย่จัง เหนื่อยจัง” เขาอาจจะดึงเราเข้าไปกอดให้แน่นขึ้น เอามือลูบหัวเรา แล้วบอกเราว่า “ผมรู้ว่าคุณเหนื่อย แต่เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นนะ” ข้อดีของการมีคนรักที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คือเขาจะรู้ทุกโมเมนท์ของชีวิตเรา ว่าช่วงไหนเราเป็นยังไง เขาจะซัพพอร์ตจิตใจเราได้ทัน และคอยเป็นทั้งเพื่อน ทั้งคู่คิด เป็นคนรักที่จูงมือเราไปสูดอากาศดีๆ แล้วเพียงไม่กี่นาที โลกทั้งโลกก็หายไป เรารู้สึกสบายใจและช่างผ่อนคลายเหลือเกิน เหมือนที่เจนนิเฟอร์ อนิสตันเคยบอกหลังจากเลิกกับจัสติน เธอโรซ์สามีของเธอเมื่อปี 2018 ว่า “ไม่มีใครที่เรดาร์ฉันกระดิกได้ แต่ฉันว่าถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาที่ฉันพร้อมจะแชร์ชีวิตของฉันกับใครอีกคนแล้ว” เจนนิเฟอร์บอกว่า “ในความสัมพันธ์ เรื่องโรแมนซ์ไม่ใช่สิ่งสำคัญ” สำหรับเธอเลย เธอรักในการเป็นผู้หญิงที่ไม่ต้องพึ่งพิงผู้ชาย เธอคือผู้หญิงที่สร้างตัวเองมาด้วยตัวเอง เจนบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอจะเริ่มขึ้นได้เพียงมี “บทสนทนาที่ลื่นไหลตั้งแต่ได้คุยกันครั้งแรก” นั่นเป็นสัญญาณที่ดี “เขาต้องมั่นใจในตัวเอง แต่ไม่เยอะไป มีอารมณ์ขัน แล้วก็ขอร้อง ขอร้องเลยนะว่า เขาต้องใจดีกับผู้คนด้วย” […]

Q: ทำไมฉันเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เลิกคบไปไม่ได้?

คำถามคาใจตัวเองทุกครั้งที่เริ่มคบใคร ไปไม่รอดแล้วยังเป็นเพื่อนกันก็ไม่ได้! Q: “ฉันมีเพื่อนผู้หญิงเยอะเลยนะ แต่ยากมากจะมีเพื่อนผู้ชายที่สนิท แล้วพอคบใครหลังจากนั้นก็เป็นเพื่อนกับพวกเขาไม่ได้ ไม่ได้เลิกกันไม่ดีนะ แต่ไม่ชินที่จะมีเพื่อนผู้ชาย เลยทำให้ฉันคบผู้ชายเยอะ คบแล้วเลิกๆ และหายกันไปเลยตลอดเวลา แล้วพอมาชอบเพื่อนตัวเอง หรือชอบผู้ชายที่ทำงาน ก็ไม่กล้าไปต่อ กลัวจะเสียเพื่อนไปเลยแล้วไง?” A: ซื่อตรงกับตัวเองที่สุดก่อน ว่าจริงๆ คุณต้องการผู้ชายที่ดีจริงสำหรับชีวิตด้วย! เหมือนกับว่าคุณคิดว่าคุณน่ะคงไม่ดีพอจะเป็นเพื่อนกับใครได้ และคงมีอะไรผิดๆ ในความสัมพันธ์ที่ทำให้รักษาความเป็นเพื่อนไว้ไม่ได้ เราอยากให้คุณยอมรับตรงๆ กับตัวเองก่อนว่า “คุณต้องการความสัมพันธ์ที่ดี และผู้ชายที่รักคุณ” ลองเขียนคุณสมบัติเริ่ดๆ ในตัวคุณสัก 10 ข้อ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องหน้าตา รูปร่างนะ และบอกเลยว่าทุกคนที่คุณจะเจอต่อไปนี้ เขาจะได้รับสิ่งดีของคุณเช่นนั้น แล้วลองมองหาผู้หญิงที่คุณชื่นชม ว่าเธอช่างสามารถเป็นเพื่อนกับผู้ชายที่เคยคบได้  ดูวิธีที่เธอคุยกับพวกเขา ดูบุคลิก รอยยิ้ม ท่าทาง ลองเรียนรู้แล้วลองเอาไปใช้เวลาเดทกับใคร ที่สำคัญเวลาเดทกับใครเปิดกว้างกับเขาไปเลยว่า คุณอยากรเรียนรู้จักเขา อยากเป็นเพื่อนกับเขาให้ดีก่อน ต้องใจแข็งไว้นะถ้าเขาจะมาขออะไรที่เป็นทางกายกับเรา เอาให้ชัวร์ในความเป็นเพื่อนแล้วค่อยไปต่อจะดีกว่า สุดท้ายเลยอยากบอกว่าลองไปโฟกัสชีวิตด้านอื่นด้วย ให้เราเอนจอยกับตัวเอง เป็นเพื่อนกับตัวเองให้ดี ถ้าเรามัวแต่เคลิ้มถึงหนุ่มในออฟฟิศ หรือเพื่อนของเพื่อน หรือบางทีอาจเผลอไปเคลิ้มแฟนเพื่อน เราก็อาจกลายเป็นคนคลั่งรัก และคาดหวังในความสัมพันธ์เกินไป จนมองข้ามความเข้ากันได้ […]

3 คำเตือนจากกูรูเรื่องงาน “ถ้าไม่เริ่ดจริง ขอเงินเดือนแรงแบบนี้ อาจพังได้นะ”

เป็นมุมเรื่องงานที่บางทีก็ลืมมองตัวเองไป ขอยอมรับและโล่งๆ กับตัวเองพิจารณาอีกครั้ง “เราคิดว่าเราเก่ง” หรือที่ผ่านมา “หัวหน้าเราน่ะเก่ง” กันแน่! เป็นหนึ่งในคำเตือนที่เราว่าสุดจะดึงเราให้กลับมามองตัวเอง เจฟฟ์ อาร์ แดเนียล กูรูเรื่องงานในอเมริกาเตือนคำทำงานที่เปลี่ยนงานเพื่อจะจั๊มเงินเดือนมาว่า “บางครั้งคนเราก็คิดว่าตัวเองเก่งเกินความสามารถจริง” เขาบอกว่าหลายๆ คนทำงานความเก่งของเขาไม่ใช่ตัวเขาเองล้วนๆ แต่เป็นเพราะ “เขามีหัวหน้าที่เก่ง” หรือมี “ทีมงานที่เก่ง” “คนทำงานที่อาจจะโชคดีหรือโชคร้ายนี่ล่ะ ที่มีหัวหน้าเก่งกาจไปหมด แถมยังใจดูปกป้องทุกสิ่งให้ เขาไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาหลบอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้นมาตลอด พอมาถึงตอนที่หัวหน้าแยกวงไป เขาก็จะเคว้งคว้าง ตอนนี้ล่ะที่เขาต้องเลือกงานใหม่ เขาเลยจั๊มตัวเองให้สูงไปเลย ซึ่งอาจทำให้ร่วงลงมาได้ ถ้าไม่ประเมินการทำงานของตัวเองให้ดีก่อน” เจฟฟ์บอกว่าคนเรามีเหมือนกันที่โชคดีมีหัวหน้าคอยปาดทุกเรื่องให้ เขายืนอยู่ข้างหลังหัวหน้าคนนั้น แต่สายตากลับเข้าไปสวมเป็นหัวหน้า เวลาเขาเปลี่ยนงานเขาใช้สายตานี้ล่ะที่พาเขาไป ไม่ว่าจะเป็นการขอเงินเดือนให้มากกว่าที่เดิมมากๆ ขอตำแหน่งและอีกหลายสิ่งที่เขาคิดว่าเขาสมควรจะได้ เขาลืมมองไปว่า “เขาอาจไม่เก่งพอ” เพราะทุกครั้งที่ผ่านมา เรื่องยากๆ ที่ทำให้โปรไฟล์เขาดูดีน่ะ เป็นหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมทีมปาดให้ทั้งนั้น เจฟฟ์เลยมอบ 3 คำเตือนที่อยากให้ทุกคนที่กำลังจะเปลี่ยนงาน ถามตัวเองดังๆ ก่อนว่า… สุดท้ายถ้าเรายังคิดว่าเราสมควรได้รับอะไรที่เริ่ดกว่าเดิมมากจริงๆ ถ้าเราเก่งจริงลุยเลย แต่ถ้าไม่ใช่คิดเผื่อด้วยว่า เราจะได้รับความกดดันจากงานใหม่นั้นขนาดไหน เพราะถ้าพลาดเราอาจเสียความมั่นใจไปเลย อย่าลืมคิดด้วยว่าบางครั้งสิ่งที่มาเหนือความเก่งอีกอย่าง ก็คือเรื่องของบารมี พลัง ความมั่นใจ […]




Fashion

Timo Trunks แบรนด์กางเกงว่ายน้ำชาย จากครีเอเตอร์ผู้สร้างแบรนด์ระดับชาติ “เป๋า ฟุ้งเฟื่องเชวง”



ถ้าแบรนด์แฟชั่นผู้ชายแบรนด์ไหน ผู้หญิงเองเห็นแล้วอยากใส่ เราว่าแบรนด์นั้นต้องซัมธิงแล้วล่ะ

ย้อนไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ครั้งแรกที่แบรนด์ Timo Trunks ออกไลน์กางเกงว่ายน้ำผู้ชายออกมา ตอนนั้นจำได้เลยว่านึกในใจ “แบรนด์นี้สวยจัง” กางเกงว่ายน้ำขาสั้นผูกเชือกลายปรินท์มีความเป็นผู้ชายกึ่งเนี้ยบ กึ่งอาร์ท กึ่งย้อนยุคเตะตาเรา ถึงขนาดที่ว่าอยากรู้จักเจ้าของแบรนด์ และอยากใส่เองมากๆ

ต้องผ่านมาถึง 10 ปีสิน่าถึงได้มีโอกาสคุยกับ Timo Trunks จริงๆ จังๆ สักที และ “เป๋า ฟุ้งเฟื่องเชวง” คือผู้ชายคนนั้นที่สร้างพลังของกางเกงว่ายน้ำผู้ชายในวันนั้น กระตุกให้เราต้องจินตนาการว่าผู้ชายที่ใส่แบรนด์นี้ จะเท่ ฟรี สปิริต และมีมาดขนาดไหนกันนะ แบรนด์อะไรทำไมเห็นแล้ววิบวับจัง เป๋าคือทั้งครีเอเตอร์ ฟาวเดอร์ ซีอีโอ ตอนแรกมั่นใจมากว่าเขาต้องมาแนวดีไซเนอร์อาร์ตๆ เซอร์ๆ นึกภาพว่าต้องนั่งสเก็ตช์ลายติมอ ทรังค์สริมทะเลสีฟ้าเข้ม แต่ไม่ใช่เลย เป๋าทำให้เราต้องมองลึกลงไปในติมอ ทรังค์สเข้าไปอีก

เขาคือผู้ชายจบกฎหมายจาก King’s College ที่ลอนดอน เขาได้ทำงานเป็นที่ปรึกษาเจ้าสัวระดับประเทศ เป็นคิวเรเตอร์มิวเซียม เขาคือผู้ชายที่มีความไฮบริดทั้งศิลปะ สถาปัตยกรรม ตัวเลข มุมมองธุรกิจ และเขาคือผู้เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงการทำแบรนดิ้ง เป๋าไม่มีกฎตายตัวในการทำงานใดๆ ทั้งนั้น ฉีกซีไอทิ้ง กรอบการคิดใดๆ ใช้กับเขาไม่ได้ “ทุกสิ่งเกิดจากเราทำไปเรื่อยๆ สังเกต เชื่อมโยง แล้วเราจะรู้เองว่าอะไรใช่ที่สุด”

สำหรับเราผู้ชายคนนี้ ที่นำพา Timo Trunks ไปไกลทั่วโลก เขาจึงเป็นคนที่น่าสนใจมากๆ ความเป็นเขาที่น่าเรียนรู้มีมากมายไม่จบสิ้น เราอาจจะเคยเข้าใกล้เขาได้ที่สุดกับดีไซน์ ลวดลาย การใช้สี ของติมอ ทรังค์ส คลีโอเลยอยากชวนเขาคุยมากขึ้นไปกว่านั้น ถ้าเป๋าเป็นอาจารย์สอนเรื่องชีวิตการทำงาน กับสอนเรื่องแบรนดิ้ง เขาน่าจะมีนักศึกษานั่งฟังเต็มห้องเล็คเชอร์แน่ๆ เพราะเป๋าน่าทึ่งจริงๆ มารู้จักเขา และการเดินทางของเขาไปด้วยกันนะ

ไม่ได้ทำ Timo Trunks เพียงงานเดียว ทำงานประจำด้วยนะ

เป็นมิติใหม่ของเราเลยว่า เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำแต่งานที่ตัวเองสร้าง เจ้าของธุรกิจก็สามารถทำงานประจำให้กับบริษัทอื่นได้ และยังเป็นคนละสายงานกันอีก เพราะเป๋า ฟุ้งเฟื่องเชวงอีกบทบาทหนึ่งคือ ผู้อำนวยการอาวุโสกลยุทธิ์ภาพลักษณ์องค์กรให้กับบริษัท AP Thailand เหตุผลคือ 

“ทำแล้วสนุก ได้ขยายสิ่งที่เราคิด และเชื่อออกไปอีก แล้วก็ได้สร้างอะไรใหม่ๆ” 

เป๋าทำงานเพราะงานนั้นท้าทาย สนุก เขาได้ใช้ความเป็นตัวเอง และประสบการณ์ไปต่อยอดกับงานนั้นๆ เขาจึงแหกกฎความเป็นเจ้าของธุรกิจไปได้อย่างราบคาบ “เราทำงานแบบใช้ทฤษฎี 50% อีก 50% เป็นสัญชาติญาณนะ เราเอาสิ่งที่เห็นจากทั่วโลกที่ซึมอยู่ในประสบการณ์ เอาความครีเอทีฟมาเบลนด์กับทฤษฎี แล้วออกมาเป็นกลยุทธิ์สำหรับแบรนด์ ทำจนเอพีได้ที่หนึ่งว่าเป็นแบรนด์ที่น่าไว้ใจ น่าชื่นชมมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง”

คนเราไม่จำเป็นต้องทำงานตรงกับที่เรียนมา

เป๋าไม่ใช่ดีไซเนอร์ ไม่ใช่สถาปนิก ไม่ใช่นักกฎหมาย แต่เขามีคุณสมบัติทั้งที่ปรึกษาทางธุรกิจ ดูตัวเลขได้เชี่ยวชาญ มองงานศิลปะเป็น เข้าใจฟังก์ชั่นแนวสถาปัตยกรรม และที่สำคัญที่สุดเขาเป็นนักการตลาด นักสร้างแบรนด์มือฉมัง เป๋าเรียนจบนิติศาสตร์มาก็จริง แต่เขาคลี่ตัวเองออกไปได้กว้างไกลกว่านั้น ในช่วงชีวิตหนึ่งเป๋ามีโอกาสได้เป็นคิวเรเตอร์ของ TCDC ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ที่นี่ล่ะเปิดโลกทั้งงานดีไซน์ และการเข้าใจคนให้เขา

“เรามีความรู้ด้านกฎหมาย ต้องคิดอะไรจากแง่มุมเรื่องเดียวให้ออกมาเป็นสิบเรื่องให้ได้ แต่เราชอบงานดีไซน์ ชอบแนวสถาปัตย์ ก็เลยได้เดินทางไปดูมิวเซียมท้อปๆ ของโลก และมาทำงานเป็นคิวเรเตอร์ พอเห็นมาเยอะก็เลยรู้ว่าเราต้องเชื่อมโยงกับคนยังไง จะเล่าเรื่องยังไงให้คนมาชอบ วิชาคิวเรเตอร์เหมือนทำแบรนดิ้ง เราเล่าเรื่องให้เขาเข้าใจ แล้วก็เชื่อในสิ่งหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าทุกอย่างที่เราทำมา มันกรูมเราให้ทำแบรนดิ้ง”

“แบรนดิ้งคือเรื่องของการเข้าใจคน”

ใครคิดว่าการทำแบรนดิ้งคือพาวเวอร์พอยท์อันทรงพลัง หรือซีไอ โลโก้ต่างๆ นานา สำหรับเป๋า เขาบอกว่า แบรนดิ้งคือการเข้าใจคนล้วนๆ ถ้าแบรนดิ้งชัด มั่นคง เปิดกว้างแล้ว จะคิดอะไรมาฟิตกับความต้องการของคน ก็เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ “มันเหมือนเราเรียนกลยุทธิ์บางอย่าง เหมือนทุกวันนี้องค์กรหนึ่งถ้าจะสื่อออกไปข้างนอก ในแง่แบรนดิ้งถ้าจะทำให้เขาชอบเรา ก็ต้องเข้าใจเขาก่อน เราต้องดู public sentiment ก่อนว่าคนรู้สึกอย่างไรอยู่ เขาคาดหวังอะไร และเราต้องเอนเกจคนให้ได้ ต้องทำยังไงให้คนอยากส่งต่อไปให้คนอื่น ให้เขารู้สึกว่าสิ่งนี้มันเชื่อมโยงกับเขา”

แล้วถ้าจะเรียนรู้จักคนได้ทางลัดที่สุด เราต้องมีทั้งองค์ความรู้ การสังเกต โอกาส ประสบการณ์ และที่สำคัญคือครูที่จะสอนเรเป๋าคือหนึ่งในผู้ชายไม่กี่คนที่ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้จากนักธุรกิจระดับเจ้าสัว เขาได้ยืนอยู่ข้างหลังผู้ชายที่มีมุมมองกว้างไกลที่สุด อัจฉริยะที่สุดที่เขาเคยเจอมา

 

ครูคนสำคัญของชีวิตที่ไม่มีวันลืม

ขอสงวนนามเจ้าสัวผู้เป็นครูของเป๋าแล้วกันนะ แต่จะเล่าถึงความรู้สึกที่เป๋าได้เรียนรู้จากท่าน เป๋าในวัยที่เป็นเด็กหนุ่มไฟแรง เขาเคยทำงานที่ได้ยืนอยู่ข้างหลังท่านมาเป็นเวลา 7 ปี เป๋าบอกว่าจบฮาร์วาร์ด เอ็มไอทีมากี่ปริญญา ก็ไม่เท่าประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากท่านตรงๆ “เราได้ฟังทุกดีลที่เกิดขึ้น ได้เรียนรู้การมองธุรกิจ มองคน ความคมยิ่งกว่าเพชร การตัดสินใจเด็ดขาด และความละเอียดรอบคอบที่สุด” การเรียนรู้ของเป๋าครั้งนี้ เปรียบเสมือนเขาได้ฝึกวิชากับจอมยุทธที่เก่งที่สุดในปฐพี และเขาไม่เคยลืม สิ่งสุดท้ายที่เป๋าบอกกับท่านก่อนลาออกจากงานนั้นก็คือ “ผมขอไปฝึกวิชาให้เป็นตัวท้อประดับประเทศหนึ่งในสามคนให้ได้ แล้วผมจะกลับมารับใช้ท่านอีกครับ” มันคือประโยคแสนจะยอมโดยศิโรราบ และระลึกถึงสิ่งที่ครูคนนี้มอบให้ของเขา

เขาได้เรียนรู้กลยุทธิ์ที่เงินทองก็ซื้อหาที่ไหนไม่ได้จากท่าน และเขายังนำมาใช้สร้างแบรนด์อยู่จนทุกวันนี้ เป๋าออกเดินทางต่อ และเวลานั้นเองที่เขาสร้าง Timo Trunks

ได้เวลาปล่อยของสร้างแบรนด์ของตัวเอง

“เรารู้สึกว่าเรามีวิชาแล้ว เรียนรู้เยอะแล้ว เราอยากปล่อยของ อยากรู้ว่าเราจะทำแบรนด์ที่ใช้เงินแค่หกหมื่นบาท ให้ขึ้นมามีชื่อเสียงในเลเวลไหนได้” ความอยากรู้บางทีก็มาเหนือทุกสิ่ง เป๋าก็เช่นกัน ความอยากรู้ในลิมิตของตัวเอง ทำให้เขาอยากทำแบรนด์ของตัวเอง เป๋าว่ายน้ำไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่เขาตัดสินใจว่าทำกางเกงว่ายน้ำผู้ชายแล้วกัน ความโชคดีของเป๋าคือเขามีทั้งศิลปะ และตัวเลขอยู่ในคนคนเดียว ทำให้เป๋ารู้จักกับดีไซเนอร์มากมาย และตีโจทย์สิ่งเหล่านั้นมาอธิบายเป็นตัวเลขได้

เป๋ากลับมาที่การทำแบรนดิ้งในความเชื่อของเขาว่า จากจุดแรกที่กระทบกับคนต้องมีทั้งอารมณ์ และเหตุผล ไปจนถึงจุดสุดท้าย ถึงจะทำให้คนชอบแบรนด์ได้

เราเริ่ม Timo Trunks จากการมีเงินทุนหกหมื่นบาท มีลาย 12 ลาย กับเว็บไซต์ แล้วอยากให้คนจำแบรนด์ได้ เลยเน้นไปเลยว่าเป็นแบรนด์กางเกงว่ายน้ำ สิ่งแรกที่คนจะเห็นคือจากเว็บไซต์ เราเลยทำเว็บไซต์ให้ทันสมัย และดีที่สุดไว้ก่อน” เป๋าเริ่มเจอร์นีย์ของแบรนด์จากเว็บ เว็บของ Timo Trunks จะเห็นโลโก้ลายเส้นรูปเรือ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าแบรนด์นี้จะพาเราไปทะเล และน่าจะชิลล์เลยทีเดียว เขาปล่อยรูปกางเกงว่ายน้ำที่คัดลายมาจากดีไซเนอร์ที่เป็นเพื่อนๆ เป๋า ช่วงแรกๆ เพื่อนทำลายให้เขาแบบจากใจล้วนๆ กันเลย

“ตอนเลือกลายเราใช้ทั้งความรู้สึกบ้าง ทฤษฎีบ้าง เช่น ต้องครบทุกเดโมกราฟิก  คนที่อินดี้หน่อย หนุ่มบูติค ผู้ใหญ่หน่อย คนผิวขาว ผิวแทน ไม่ใช่เลือกตามใจเราอย่างเดียว จะละเอียดมาก ยิ่งกว่าทำวิทยานิพนธ์อีก” เป๋าคิดรอบด้านเพื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนที่เขาคิดไว้ให้ได้มากที่สุด และเขาทำคนเดียวทุกอย่าง ทุกขั้นตอน 

“พอยิ่งได้ทำเองทุกอย่าง เราจะยิ่งเข้าใจคนมากเข้าไปอีก แล้วแบรนด์ก็จะคมที่สุดด้วย”  

สิบปีที่แล้ว Timo Trunks ได้เกิดขึ้นมาแล้ว จากความอยากรู้จักตัวเองของผู้ชายคนนี้

“ได้ลงสื่อเมืองนอกภายในเวลา 3 เดือน”

เป๋าบอกว่าเขายังคิดเลยว่าเพื่อนอำ หลังจากที่สื่อจากต่างประเทศอย่าง Financial Times มาเห็นกางเกงว่ายน้ำของเขาเข้า “เราไม่อยากจะเชื่อเลย แบรนด์เราเล็กๆ มาก เขามาเห็นได้ยังไง เขายืมกางเกงไปถ่าย 2 ตัว เราให้ไป 12 ตัว แล้วเขาเขียนแค่ 3 บรรทัด แต่หลังจากนั้นก็มีเมลมาหาเราเป็นร้อยเมลเลย” และภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน Timo Trunks ก็ได้ไปวางขายยังที่ต่างๆ ในโลกแล้วจนขายอยู่ที่ 14 ประเทศในวันนี้ และจากวันนั้นเป็นต้นมา เป๋ามีสื่อนอกลงเรื่องราวของ Timo Trunks มากมาย ทั้งสื่ออย่าง Monocle, Vogue, GQ, WWD, Wallpaper จนล่าสุดที่เป๋าตื่นเต้นมากๆ เมื่อ Forbes สหรัฐอเมริกาบอกว่า Timo Trunks คือแบรนด์กางเกงว่ายน้ำชายที่นำเทรนด์ในอนาคตด้วย

ล่าสุด Timo Trunks ได้เปิดไลน์กางเกงว่ายน้ำใหม่เป็นรุ่นบิกินี่ทรงเต็ตัว (Square Cut) เพื่อนักว่ายน้ำโดยเฉพาะ ที่เป๋าได้แรงบันดาลใจมาจากยุค 70’s พร้อมกับกางเกงเล่นเซิร์ฟสีบล็อคคัลเลอร์ล้วนๆ ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมสื่อนอกถึงให้ความสนใจกับ TimoTrunks ทั้งกลยุทธิ์ทางการตลาดที่ล้ำกว่าใครเมื่อสิบปีที่แล้ว เนื้อผ้าที่แห้งเร็ว เบา ลายที่เต็มไปด้วยความสุนทรีย์ทางศิลปะ และยังหลากหลายไปตามความชอบของผู้สวมใส่อีกด้วย

ลวดลายกางเกงว่ายน้ำ ที่แม้แต่ผู้หญิงเรายังอยากใส่

อยากให้คุณลองกดเข้าไปที่เว็บไซต์ www.timotrunks.com แล้วสแกนไล่กางเกงว่ายน้ำไปเรื่อยๆ นับเลยว่ามีกี่ลายที่อยากใส่ ถึงเป็นกางเกงว่ายน้ำผู้ชาย เราก็อยากกดซื้อเอามาใส่เฉยๆ ก็ยังดีลายทั้งหมดดีไซน์มาจากงานของอาร์ติสท์ต่างชาติ และไทย และยังมีคอลเล็คชั่นจากเด็กออทิสติกจากมูลนิธี Na Kittikhun ที่น่ารักเหลือเกินด้วย เราชอบตั้งแต่ตัวแรกที่เห็นอย่างลาย Shibori มัดย้อมสไตล์ญี่ปุ่นที่สวยทุกลาย ลายแนวชนเผ่าจากอาร์ติสท์ที่บาหลี Mriz Sidah ลายปาดฝีแปรงแรงๆ สีน้ำเงิน-ขาวของงานคอลแลบ MCCREEDY X TIMO ที่มีเพียง 99 ตัว ลายจากศิลปินระดับโลก Picasso, Matisse, Pollock หรือลายง่ายๆ อย่าง Chevron Print ก็สวยน่าใส่ไปหมด

ความดีใจคือ Timo Trunks มีสินค้าสำหรับผู้หญิงอยู่นะ ถึงจะเพียง 4 ลายก็เถอะ ยังมีสินค้าอย่างกระเป๋า และกางเกงว่ายน้ำของเด็กผู้ชายด้วย ก็เลยลุ้นว่าในอนาคต Timo Trunks จะจัดสักคอลเล็คชั่นเต็มๆ ให้ผู้หญิงเราได้ใส่กางเกงว่ายน้ำขาสั้นแบบนี้บ้างไหม?

ร้าน TIMO ที่เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค
โชว์รูมที่ประเทศอังกฤษ
ร้านที่ประเทศญี่ปุ่น ย่าน Daikanyama

พอใจกับความสำเร็จของแบรนด์หรือยัง?”

ถามเป๋าว่าทำมาทั้งหมดนานขนาด 10 ปีเช่นนี้ เป๋าพอใจกับแบรนด์ตัวเองหรือยัง “พอใจแล้วนะ แต่รู้ว่ามีโอกาสโตได้ตลอดเวลา ทุกหนึ่งเดือนก็มีประเทศใหม่โผล่ขึ้นมาเป็นตัวแทนขายของเรา เราก็จะไปงมใหม่กับเขาอีกครั้ง ทุกวันเป็นการเรียนรู้ใหม่ การได้อยู่ในสายตาสื่อของโลก เป็นความภูมิใจในฐานะแบรนด์เล็กๆ ของเรา แต่เราคงไม่จบแค่นี้”

เพราะเขาคิดว่าการสร้างแบรนด์ คือการสร้างความสัมพันธ์กับคน และเขายินดีจะหาจุดเชื่อมความสัมพันธ์นี้ไปเรื่อยๆ 

คำแนะนำจาก เป๋า ฟุ้งเฟื่องเชวง” สำหรับคนที่กำลังสร้างอะไรของตัวเองอยู่

“ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์อะไร ถ้าเรารู้ว่าเราตื่นมาเป้าหมายเราคืออะไร อย่าเพิ่งให้ความกลัวเข้ามาหาเรา เราต้องอย่าลืมว่าเราตื่นมามีจุดมุ่งหมายอะไรที่เราตั้งเอาไว้ เราต้องเตือนตัวเองไว้ อย่าให้อะไรมาขวาง ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนี้คือเป้าหมาย ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไร เราก็ต้องเดินหลบมันให้ได้

“ในวันที่มืดที่สุด อาจเป็นวันที่เป็นอาวุธที่มีค่าที่สุดของคุณก็ได้นะ” 

คลีโอขอขอบคุณนักสร้างแบรนด์ ครีเอเตอร์ ครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ ฟาวเดอร์ คุณเป๋า เฟื่องฟุ้งเชวง แห่ง Timo Trunks ขอบคุณในความเปิดกว้างของเขา คุณเป๋าอาจไม่รู้ตัวว่าเขากำลังทำอะไรให้เราอยู่ แต่เขามอบแรงบันดาลใจให้เรา อยากลุกขึ้นมาค้นหาตัวเอง และไปต่อให้มิดด้าม แล้วก็อยากรู้ว่าเราจะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ในโลก ต่อยอดไปให้คนอื่นได้แค่ไหนต่อไปด้วย

ติดตาม TIMO ได้ที่นี่เลย www.timotrunks.com Facebook @TIMO Trunks

More