CLEO’S BIGGEST HOROSCOPE 2026 : ราศีธนู

ดวงคลีโอ 2026 ดวงชะตาของชาวธนู ที่เปิดทางสู่โอกาส การเดินทาง และการเติบโต
ติดตามได้ใน CLEO’s Biggest Horoscope 2026

CLEO’S BIGGEST HOROSCOPE 2026 : ราศีพิจิก

ดวงคลีโอปี 2026 ชาวพิจิกกับการเปลี่ยนแปลงลึกซึ้งและพลังที่ซ่อนอยู่
อ่านคำทำนายเต็มๆ ได้ใน CLEO’s Biggest Horoscope 2026

CLEO’S BIGGEST HOROSCOPE 2026 : ราศีตุลย์

ดวงคลีโอ 2026 ดวงชะตาชาวตุลย์กับการตัดสินใจครั้งสำคัญและความสมดุลของชีวิต
ค้นหาได้ใน CLEO’s Biggest Horoscope 2026




Money

วิธีคำนวณเรื่อง ‘เงิน’ ที่เราจะใช้เงินเป็น และไม่เสียดายเงินที่เก็บมาแทบตาย

cost per use

ถ้าเรามีแต่คิดเรื่องเงินในใจ คิดวนเวียนๆ จนหัวกระจุยล่ะก็ ต้องอ่านเรื่องนี้เลย จะทำให้ทุกครั้งที่เราซื้ออะไร เราจะมีวิธีคิดอันแยกยลขึ้น จนเราไม่รู้สึกอะไรกับการใช้เงิน และเงินที่เราเก็บก็จะไม่ร่อยหรอลงด้วย

เราจะสามารถวางแผนการใช้เงินไม่ว่าจะเป็น ช้อปปิ้ง ไปเที่ยว ลงเรียนคลาส หรือดินเนอร์ไฮๆ ได้แบบไม่รู้สึกเสียดายเงิน หรือรู้สึกผิดเลย! เราเรียนวิธีใช้เงินนี้ว่า “cost per use” หรือ “ต้นทุนต่อการใช้หนึ่งครั้ง” นั่นเอง

“ต้นทุนต่อการใช้ 1 ครั้ง” คืออะไร?

ต้นทุนต่อการใช้งานเป็นวิธีวัดมูลค่าที่เป็นไปได้ของการซื้อ เราจะเอาจำนวนครั้งที่ใช้จริงมาหารเงินที่เราใช้ไป นั่นเอง จะทำให้รู้ว่าเราซื้อมาเราจะใช้ไปกี่ครั้ง ยิ่งต้นทุนต่อการใช้งานต่ำ การซื้อก็จะยิ่งคุ้มค่าเมื่อเวลาผ่านไป เหมาะมากเวลาเราจะซื้อเสื้อผ้า เราจะรู้เลยว่าแต่ละครั้งที่เราใส่ เหมือนเราจ่ายเงินไปเท่าไหร่ และเอาวิธีนี้ไปใช้กับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ได้เช่นกัน ไม่มีอะไรจะรับประกันจำนวนครั้งในการใช้งานให้เราก็จริง แต่สิ่งนี้จะทำให้เราติดนิสัยพิจารณาให้ละเอียดก่อนซื้อได้

วิธีคำนวน “ต้นทุนการใช้ต่อ 1 ครั้ง”

ง่ายๆ เลยคือเอา “ราคารวมของสินค้า หารจำนวนครั้งที่คิดว่าจะใช้งาน” ลองดูตัวอย่างจริงนี้ดูนะ

“ฉันใส่แว่นกันแดดคู่เดิมทุกวัน และเปลี่ยนใหม่ทุกๆ 5 ปี ฉันจึงคำนวณต้นทุนต่อการใช้งานของแว่นกันแดดราคาอันละ 12,000 บาท หารด้วย 365 วัน ไป 5 ปี ก็จะได้ราคาการใช้ต่อวันเป็น 6 บาทนิดๆ”

แต่ในความเป็นจริงเรามีค่าใช้จ่ายอื่นต่อวันด้วย ถ้าเอามาคิดคร่าวๆ เราก็จะได้ค่าใช้จ่ายต่อวันของเราโดยประมาณ

วิธีบอกว่าเราจะใช้บ่อยแค่ไหน?

เราต้องใช้ความเป็นจริงในการพิจารณา และต้องตั้งต้นอย่าเหนื่อยสมองในการพิจารณาด้วยนะ ก่อนซื้ออะไรก็เลยจำเป็นที่เราจะต้องช้าๆ เอาไว้ และนี่คือคำถามที่เราใช้ถามตัวเองก่อนจะซื้ออะไรได้:

  • ของสิ่งนี้จำเป็นสำหรับโอกาสอะไรบ้าง และบ่อยแค่ไหน?
  • ของสิ่งนี้ให้อะไรฉันนอกเหนือไปจากของที่ฉันมีไหม?
  • ของสิ่งนี้เอามาปรับให้เข้ากับซีซั่น หรือโอกาสอื่นๆ ได้ไหม?
  • ถ้าฉันมีของที่เหมือนกันกับสิ่งนี้แล้ว ฉันจะใช้มันแทนสิ่งที่เรามีเมื่อไหร่บ้าง?
  • ฉันจะใช้ของสิ่งนี้ต่อมั้ย ถ้าเทรนด์เปลี่ยนไป?
  • ฉันซื้อของสิ่งนี้เพราะฉันอยากได้จริงๆ หรือเพราะฉันเครียด เบื่อ หรือตามเพื่อน?
  • วัสดุที่ทำทนทาน ยาวนาน ยั่งยืนมั้ย?
  • ของสิ่งนี้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของฉันไหม?
  • ถ้าไม่ซื้อของสิ่งนี้ แล้วเว้นไปสักอาทิตย์หนึ่ง ฉันจะยังอยากได้อีกไหม?

คำถามสุดท้ายที่เราจะตอบตัวเองยากที่สุด และต้องตอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยก็คือ “จำนวนครั้ง” ที่เราจะใช้ของสิ่งนี้ เพราะบางอย่างเราช้อปมาด้วยความรู้สึกฟิน มันเก๋ดี ความรู้สึกตอนซื้อที่เราบอกตัวเองว่า “ก็ชอบอะ” จะเปลี่ยนมาเป็น “ฉันขอพิจารณาก่อน” แต่ก่อนเราอาจซื้อเพราะ “ราคา” ที่ติดไว้ พอเรามาหาจำนวนครั้งที่ใช้ปั๊บ เราก็จะเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราซื้ออย่างแท้จริงขึ้นมาเลย

วิธีคำนวณเงิน Cost Per Use

ของที่เราซื้อมีราคาต่อการใช้งานสูง ก็อาจจะโอเคนะ

เพราะเราจะเห็นประโยชน์ของสิ่งนั้น สุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องใช้เงินให้น้อยที่สุด ไอเดีย “cost per use” คือการพิจารณาคุณค่าของการซื้อแต่ละครั้งของเรา ที่มีผลต่อชีวิตเราโดยรวม เช่น ถ้าเราซื้อชุดราคาเป็นหมื่น และเราใช้ปีหนึ่งไม่เกิน 3 ครั้ง แต่การใช้นั้นคือการโฮสต์งานสำคัญที่ทั้งงานมีคุณค่าหลายแสนบาท หารกันออกมาแล้วเราอาจคิดว่าเป็นการลงทุนเพื่อให้องค์รวมของงานออกมา ในโทนที่เราต้องการสร้างสำหรับคนที่มาในงานนั้นก็ได้ และเรารู้สึกชอบตัวเอง มั่นใจในตัวเองที่ใส่ชุดนั้น เราเลยมีพลังในการทำหน้าที่สำคัญของงานได้

เราถือว่าเรื่องนี้เป็นการใช้ความคิดพิจารณาในทุกครั้งของการซื้อ เรียกว่าถ้าเราเห็นคุณค่า การใช้เงินที่มากขึ้นหน่อยก็ไม่เป็นไรได้เลยนะ

อ่านเรื่องอื่นต่อได้ที่ คีย์สู่ความสำเร็จ ของนักธุรกิจพันล้าน

More

[ajax_load_more posts_per_page='6']